แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ประวัติและข้อมูลอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส

คำขวัญอำเภอสุคิริน  หลายประเพณี  ที่สร้างตน  ต้นลำธาร  หวานผลไม้  ใต้เหมืองทอง

ประวัติความเป็นมา            
อำเภอสุคิริน เดิมเคยเป็นกิ่งอำเภอหนึ่งที่ได้จัดตั้งขึ้น พ.ศ. 2474 ชื่อ "กิ่งอำเภอปาโจ" ขึ้นกับอำเภอโต๊ะโมะ (อำเภอแว้งในปัจจุบัน) กิ่งอำเภอนี้จัดตั้งเพราะมีชาวฝรั่งเศสได้เข้ามาขอสัมปทานทำเหมืองแร่ทองคำบริเวณเทือกเขาลีซอ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลโต๊ะโมะ มีราษฎรอพยพเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมาก ทางราชการจึงได้พิจารณาจัดตั้งกิ่งอำเภอนี้ขึ้นมาเพื่อสะดวกในการปกครอง ดูแลผลประโยชน์ของทางราชการในการจัดเก็บภาษีอากรและให้บริการประชาชน โดยแบ่งเขตการปกครองเป็น 2ตำบล คือ ตำบลโต๊ะโมะ และตำบลมาโมง            
ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 เกิดสงครามอินโดจีนขึ้น ชาวฝรั่งเศสเจ้าของกิจการเหมืองแร่ทองคำได้หนีภัยสงคราม จึงทิ้งเหมืองแร่ทองคำ ดังนั้นรัฐบาลไทยโดยกรมโลหะกิจ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้แต่งตั้ง พระอุดมธรณีศาสตร์ มาเป็นผู้ดำเนินการเหมืองแร่ทองคำดังกล่าวแทน ประมาณปีเศษเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในบริเวณเหมืองแร่ทองคำ และต่อมาได้ล้มเลิกกิจการไป คนไทยที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ได้อพยพออกหมด            
ต่อมาใบปี พ.ศ. 2506 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กรมประชาสงเคราะห์จัดตั้งนิคมพัฒนาตนเองภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส เพื่ออพยพราษฎรที่มีฐานะยากจนและไม่มีที่ดินทำกินของตนเองจากท้องที่ต่าง ๆ เข้ามาประกอบอาชีพ  โดยมีอาณาเขตท้องที่สองอำเภอ คือ อำเภอสุคิรินและอำเภอจะแนะ  เนื้อที่ประมาณ  510,000 ไร่ และได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 16ธันวาคม พ.ศ.2517 เขตนิคมคลุมพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อำเภอสุคิริน และอำเภอจะแนะ            
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2520 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศจัดตั้งกิ่งอำเภอสุคิริน ขึ้นประกอบด้วย 2ตำบล คือ ตำบลมาโมง และตำบลสุคิริน และเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2529 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศยกฐานะกิ่งอำเภอสุคิริน เป็นอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส จนถึงปัจจุบัน              คำว่า "สุคิริน" เป็นชื่อตำหนักที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชทานเมื่อคราวเสด็จมาประทับแรม เมื่อปี พ.ศ. 2510 ซึ่งหมายความว่า "พรรณไม้งามเขียวชอุ่ม" ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชทานเพื่อความเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นที่เต็มไปด้วยป่าและภูเขา มีพรรณไม้นานาชนิดขึ้นอยู่อย่างงดงาม

ลักษณะที่ตั้งและอาณาเขต            
อำเภอสุคิรินตั้งอยู่ทางตอนล่างด้านใต้สุดของจังหวัดนราธิวาส มีสภาพเป็นป่าและภูเขาโอบล้อมรอบ มีเนื้อที่ประมาณ 517 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 319,849ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอใกล้เคียงดังนี้            
ทิศเหนือ      ติดต่อกับ อ.จะแนะ อ.ระแงะ และ อ.สุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส            
ทิศใต้         ติดต่อกับ อ. เจอลี รัฐกลันตัน และ อ.กริก รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย            
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อ.สุไหงปาดี และ อ.แว้ง จังหวัดนราธิวาส            
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส อ. กริก รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย                  

ประชากร            
ประชากรตามสถิติทะเบียนราษฎร์ ชาย 10,830 คน หญิง 9,910 คน รวม20,740 คน มีความหนาแน่นเฉลี่ย 40.11 คน/ตารางกิโลเมตร จำนวนหลังคาเรือน6,016 หลังคาเรือนความหนาแน่นของบ้านต่อพื้นที่ 11.64 หลังคาเรือน/ตร.กม.                
ลักษณะภูมิประเทศ            
สภาพพื้นที่ทั่ว ๆ ไปเป็นภูเขาสูงชันและป่าทึบ มีที่ราบระหว่างภูเขาบ้างเล็กน้อย ลักษณะดินมีความอุดมสมบูรณ์ สภาพพื้นที่เป็นเทือกเขามีเทือกเขาที่สำคัญ ได้แก่   เทือกเขาตูแว กั้นพรมแดนระหว่างอำเภอสุคิรินกับอำเภอจะแนะ และอำเภอสุไหงปาดี   เทือกเขาบาตูกาเตาะ กั้นพรมแดนระหว่างอำเภอสุคิรินกับประเทศมาเลเซีย   เทือกเขาบาลา กั้นพรมแดนระหว่างอำเภอสุคิรินและอำเภอแว้ง และประเทศมาเลเซียเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายบุรี และแม่น้ำสุไหงโกลก  มีแม่น้ำที่สำคัญคือ แม่น้ำสายบุรี และมีคลองที่สำคัญ 12 สาย ลำธารสายสำคัญ 7 สาย

ลักษณะภูมิอากาศ            
อำเภอสุคิริน ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือจากมหาสมุทรอินเดีย ประกอบกับพื้นที่ทั่วไป เป็นภูเขาสูงชันและป่าทึบจึงทำให้มีฝนตกชุกเกือบตลอดทั้งปี มีฤดูกาลเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม - เมษายน ช่วงร้อนที่สุดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ย 30 C ปริมาณน้ำฝน 50 มม.  ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - ธันวาคม ฝนจะตกชุกในเดือนกันยายน - ธันวาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 20 C ปริมาณน้ำฝน 265 มม.         พื้นที่การใช้ประโยชน์               พื้นที่ทั้งหมด 319,849 ไร่ เป็นพื้นที่ป่า 246,129 ไร่ พื้นที่ถือครองทางการเกษตรจำนวน 81,648 ไร่ พื้นที่ทำการเกษตรจริง 72,256 ไร่ โดยการถือครองที่ดินในอำเภอสุคิริน ส่วนใหญ่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ โดยจะมีเฉพาะผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ของทางนิคมสร้างตนเอง และทางนิคมได้ออกเอกสารสิทธิ ซึ่งได้นำมาเปลี่ยนเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว มีจำนวนเพียง 156 แปลงเท่านั้น

สภาพเศรษฐกิจ        
1. การเกษตรกรรม มีพื้นที่การเกษตรทั้งสิ้น 81,648 ไร่ ครอบครัวเกษตร 3,623 ครอบครัว สภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ๆ ได้แก่            
- ยางพารา มีพื้นที่ปลูกประมาณ 57,455 ไร่            
- เงาะ มีพื้นที่ปลูกประมาณ 4,538 ไร่            
- ลองกอง มีพื้นที่ปลูกประมาณ 39,173 ไร่          
- ทุเรียน มีพื้นที่ปลูกประมาณ 3,242 ไร่            
- มังคุด มีพื้นที่ปลูกประมาณ 1,346 ไร่          
 - สะตอ มีพื้นที่ปลูกประมาณ 877 ไร่        
2. การปศุสัตว์ ได้แก่การเลี้ยงโค กระบือ แพะ แกะ สุกร ไก่ เป็ด ห่าน        
3. การพาณิชย์            
- มีสถานบริการน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ - แห่ง          
- มีธนาคาร 1 แห่ง คืิอ ธนาคารออมสิน          
- มีสหกรณ์จำนวน จำนวน 5 แห่ง


สถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรม            
มีสถานทีท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่        
1. เหมืองทองคำโต๊ะโมะ ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 3 ตำบลภูเขาทอง        
2. ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 3 ตำบลภูเขาทอง        
3. ตำหนักสุคิริน ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 4 ตำบลสุคิริน        
4. น้ำตกธารหินงาม ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 4 ตำบลเกียร์        
5. ต้นกระพงยักษ์ ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 2 ตำบลภูเขาทอง        
6. น้ำตกศรีทักษิณ ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 2 ตำบลภูเขาทอง              
งานประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญ เนื่องจากอำเภอสุคิริน อยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองสุคิริน ประชาชนเคลื่อนย้ายมาจากต่างภูมิภาค ต่างถิ่น ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งภาคใต้ ซึ่งมีประเพณีและวัฒนธรรมหลากหลายคือ        
1. วัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยพุทธ เช่น ประเพณีสงกรานต์ , การทำบุญบั้งไฟ , ประเพณีบวชนาค , การทำบุญวันสาร์ท , การละเล่นต่าง ๆ เป็นต้น        
2. วัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยมุสลิม เช่น ประเพณีถือศีลอด, ประเพณีมาแกปูโล๊ะ, งานเมาลิด, การเข้าสุนัต

การปกครอง        
แบ่งเขตการปกครองตาม พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 เป็น 5ตำบล 41 หมู่บ้าน ดังนี้
1.  ตำบลสุคิริน มี 13 หมู่บ้าน
2.  ตำบลมาโมง มี 10 หมู่บ้าน
3.  ตำบลเกียร์ มี 5 หมู่บ้าน
4.  ตำบลภูเขาทอง มี 8 หมู่บ้าน
5.  ตำบลร่มไทร มี 5 หมู่บ้าน
มีองค์การบริหารส่วนตำบล 5 แห่ง คือมีเทศบาล 1 แห่ง คือ เทศบาลสุคิริน        
เทศบาลตำบลสุคิรินมีองค์การบริหารส่วนตำบล 5 แห่ง คือ
องค์การบริหารส่วนตำบลมาโมง
องค์การบริหารส่วนตำบลสุคิริน
องค์การบริหารส่วนตำบลเกียร์
องค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง
องค์การบริหารส่วนตำบลร่มไทร

มีโรงพยาบาลชุมชน 30 เตียง จำนวน 1 แห่ง มีสถานีอนามัยจำนวน 9 แห่ง

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

Raja Mustafa bin Raja Mamat bin Raja Dollah bin Raja Kaghi




Raja Mustafa bin Raja Mamat bin Raja Dollah bin Raja Kaghi
From Jemal (Dynasty), Kedai Lalat, Kota Bharu, Kelantan, Malaysia.
Now he is 86 years-old, he is one of 28 persons of the first generation who have moved to the Legeh Village (Kampong Legeh or Hulu Legeh) and only 3 persons is still alive,
after Legeh dynasty disappeared here or he is 12th generation from first Legeh Dynasty here.
Now the population here around 1,000 persons.
Raja Legeh was left here because of war between Raja Kubang Labu and the soldiers from Kubang Labu attacked and burned the town of Legeh.
So he moved to Che-mae, Waeng District, Narathiwat, Thailand.
And after that he moved to Tanyongmat (Balik Legeh or Hilir Legeh), Rangae District, Narathiwat, Thailand.
And the last one of the Legeh Dynasty was Tuanku Ngah Samsuddin bin Tuanku Abdullah (ต่วนกูเงาะห์ซัมซุดดีน บิน ต่วนกูอับดุลลเลาะห์) moved to Kampong Ta-kot (Berhubong, Connection), Bangnara, Muang Narathiwat, Thailand. He became to “พระยาภูผาภักดีศรีสุวรรณประเทศ วิเศษวังษา (Phraya Bhupha bakdee Srisuwan Pradesh Wisaetwangsa).

---------------------
อำเภอระแงะตามประวัติศาสตร์เป็นเมืองหนึ่งขึ้นอยู่กับมณฑลปัตตานี อันเป็นเมืองโบราณตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี จนกระทั่งถึงรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธเลิศหน้านภาลัยห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยเหตุผลทางการเมือง พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอภัยสงครามกับพระยาสงขลา ( เถียนจ๋อง ) ออกไปทำการแยก เมืองปัตตานีออกเป็นเจ็ดหัวเมือง พร้อมอัญเชญตราตั้ง ออกไปพระราชทานแก่เมืองทั้งเจ็ด เรียกว่า "บริเวณ 7 หัวเมือง ได้แก่ อำเภอระแงะ เป็นอำเภอหนึ่งใน 7 หัวเมือง ประกอบด้วยเมืองปัตตานี เมืองยะลา เมืองหนองจิก เมืองรามัน เมืองสายบุรี เมืองยะหริ่ง เมืองระแงะ โดยมีการแต่งตั้งให้มีผู้ปกครองแต่ละเมือง เรียกว่าพระยาเมือง

เมืองระแงะจึงย้ายมาอยู่ที่ตำบลตันหยงมัส และทรงโปรดเล้าฯแต่งตั้งนายหนิเดะ เป็นพระยาเมืองปกครอง และเมื่อนายหนิเดะได้ถึงแก่กรรม ตำแหน่งว่างลง จึงทรงโปรดแต่งตั้งให้นายหนิบอสูเป็นผู้รักษาราชการแทนสืบต่อเนื่องมาจนกระทั่งมีการโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนแปลงการปกครอง 7 หัวเมืองโดยให้ขึ้นตรงต่อมณฑลนครศรีธรรมราช

พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าพระปิยมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตามบรรดาศักดิ์แก่เจ้าเมืองพระยาระแงะว่าพระยาภูผาภักดีศรีสุวรรณประเทศวิเศษวังษา และเจ้าเมืองอื่น ๆ ด้วย พ.ศ.2444 ได้ประกาศข้อบังคับสำหรับการปกครอง ในการปกครองมอบหมายให้เจ้าเมืองปกครองดูแล โดยมีกองบัญชาการงานเมือง มีปลัดเมือง ยกกระบัตรผู้ช่วยผู้ว่าราชการเมือง โดยมีข้าหลวงใหญ่เป็นผู้ควบคุมดูแล ตรวจตรา แนะนำ ข้าราชการ และข้าราชการให้ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของราชการส่วนกลาง โดยยกเลิกการปกครองและตำแหน่งหน้าที่ราชการในการปกครองบริเวณ 7 หัวเมือง

พ.ศ. 2450 ได้ย้ายเมืองระแงะ ที่บ้านตันหยงมัสไปตั้งเมืองขึ้นใหม่ที่บ้านมะนาลอยู่ที่ตำบลบางนาค ใช้ชื่อว่า "เมืองบางนรา" ส่วนเมืองระแงะเดิม ได้เปลี่ยนฐานะเป็นอำเภอระแงะมาจนถึงปัจจุบัน และเมืองบางนราต่อมาก็เปลี่ยนเป็น จังหวัดนราธิวาส

รายนามของตำแหน่งเจ้าเมืองระแงะ
1. นายหนิเดะ พระยาระแงะ
2. นายหนิบอสู พระยาระแงะ
3. นายหวันโน๊ะ พระยาคีรีรัตนไพศาล
4. นายหวันเงาะ พระยาภูผาภักดีศรีสุวรรณประเทศ วิเศษวังษา