วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ยุโรปประท้วงค่าครองชีพ ไทยควรเรียนรู้อะไร?

ยุโรปประท้วง ไทยควรเรียนรู้อะไร? เมื่อค่าครองชีพ หนี้สิน และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของนโยบายสาธารณะ

Europe Protests, What Should Thailand Learn? Cost of Living, Household Debt, Economic Insecurity, and the Challenges of Public Policy

บทความวิชาการเชิงวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง เศรษฐศาสตร์สาธารณะ และการตรวจสอบงบประมาณเชิงนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Budget Analysis)

สถานการณ์ ณ วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569

บทนำ

เมื่อประชาชนจำนวนมากออกมาเดินขบวนประท้วงในฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี โปรตุเกส และแอลเบเนีย คำถามสำคัญในทางเศรษฐศาสตร์มิใช่เพียงว่าเหตุใดประชาชนจึงออกมาชุมนุม แต่คือเหตุใดความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจที่สะสมอยู่ในครัวเรือนจึงสามารถพัฒนาไปสู่ความไม่พอใจต่อการกำหนดนโยบายของรัฐได้ และรัฐบาลควรเรียนรู้อะไรจากปรากฏการณ์ดังกล่าวก่อนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะกลายเป็นความขัดแย้งทางสังคมที่ยากต่อการแก้ไข

เหตุการณ์ประท้วงในยุโรปที่กล่าวถึงในรายงานข่าวเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 มีลักษณะแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละประเทศ ฝรั่งเศสเผชิญความไม่พอใจเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษา การจัดบริการสาธารณะ และค่าครองชีพ เบลเยียมมีความขัดแย้งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา อิตาลีมีการเคลื่อนไหวต่อต้านภาระค่าครองชีพ โปรตุเกสเผชิญแรงกดดันจากราคาที่อยู่อาศัย ส่วนแอลเบเนียมีการประท้วงที่เชื่อมโยงกับโอกาสในการทำงาน ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต และความไม่พอใจต่อรัฐบาล

แม้สาเหตุจะแตกต่างกัน แต่กรณีศึกษาเหล่านี้นำไปสู่คำถามร่วมกันว่า ระบบเศรษฐกิจสามารถสร้างความมั่นคงให้ประชาชนได้เพียงใด และการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างเป็นธรรมหรือไม่

สำหรับประเทศไทย บทเรียนดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความเปราะบางทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากเงินเฟ้อเพียงประการเดียว หากยังเกี่ยวข้องกับหนี้ครัวเรือน ต้นทุนการศึกษา ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย รายได้เกษตรกร ความมั่นคงในการทำงานของเยาวชน และความสามารถของภาครัฐในการจัดบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ

อย่างไรก็ตาม การนำกรณียุโรปมาอธิบายประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง ไม่ควรสรุปว่าประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์เหมือนยุโรป หรือคาดการณ์ว่าความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การประท้วงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะบริบททางสถาบัน โครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบสวัสดิการ และวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของแต่ละประเทศแตกต่างกัน

บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์บทเรียนจากยุโรปผ่านกรอบเศรษฐศาสตร์การเมือง เศรษฐศาสตร์ครัวเรือน และการคลังสาธารณะ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ Forensic Budget Analysis หรือการตรวจสอบงบประมาณเชิงลึก เพื่อพิจารณาว่าเงินงบประมาณของรัฐถูกจัดสรรอย่างไร ใช้จ่ายผ่านกลไกใด ใครได้รับประโยชน์ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริงเพียงใด

ข้อเสนอหลักของบทความคือ ประเทศไทยควรเปลี่ยนจุดเน้นของการประเมินนโยบายเศรษฐกิจ จากการพิจารณาเพียงมูลค่าผลผลิต อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณ ไปสู่การประเมินรายได้สุทธิของครัวเรือน ภาระหนี้ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คุณภาพบริการสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย

คำสำคัญ

ค่าครองชีพ; หนี้ครัวเรือน; ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ; เศรษฐศาสตร์การเมือง; การคลังสาธารณะ; การตรวจสอบงบประมาณเชิงนิติวิทยาศาสตร์; ความเหลื่อมล้ำ; รายได้สุทธิเกษตรกร; การมีส่วนร่วมของประชาชน; นโยบายสาธารณะ

1. บทเรียนจากยุโรป: เมื่อปัญหาเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับความไว้วางใจต่อรัฐ

การประท้วงในยุโรปแสดงให้เห็นว่าความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจสามารถมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ ไปจนถึงความยากลำบากในการเข้าถึงการศึกษา ที่อยู่อาศัย และโอกาสในการประกอบอาชีพ

ในกรณีฝรั่งเศส ความไม่พอใจต่อสภาพโรงเรียนและการขาดแคลนครูสะท้อนคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะ ขณะที่การเข้าร่วมของสหภาพแรงงานและกลุ่มประชาชนอื่นแสดงให้เห็นว่าความเดือดร้อนหลายด้านอาจเชื่อมโยงกันได้

เบลเยียมสะท้อนความขัดแย้งเกี่ยวกับการกระจายภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาระหว่างรัฐกับครัวเรือน เมื่อครอบครัวต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้น ความสามารถในการเข้าถึงการศึกษาของกลุ่มรายได้น้อยย่อมเป็นประเด็นที่ต้องประเมินอย่างจริงจัง

โปรตุเกสเป็นตัวอย่างของปัญหาที่อยู่อาศัยซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐศาสตร์การกระจายรายได้ เพราะราคาทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างความมั่งคั่งแก่ผู้ถือครองอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกันกลับเพิ่มภาระให้ผู้เช่าและผู้ซื้อบ้านครั้งแรก

ส่วนแอลเบเนียสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างโอกาสทางเศรษฐกิจ ความโปร่งใสในการบริหารราชการ และความไว้วางใจต่อรัฐบาล โดยต้องแยกข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตออกจากข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

บทเรียนสำคัญจึงมิใช่ว่าประเทศที่มีค่าครองชีพสูงจะต้องเกิดการประท้วงเสมอไป แต่คือเมื่อความเดือดร้อนสะสมร่วมกับความรู้สึกว่าไม่มีช่องทางแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ ความไม่พอใจอาจขยายจากระดับครัวเรือนไปสู่การเรียกร้องเชิงนโยบายได้

แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎีความขาดแคลนเชิงเปรียบเทียบ หรือ Relative Deprivation ของ Gurr (1970) ซึ่งอธิบายว่าความไม่พอใจทางสังคมอาจเกิดจากช่องว่างระหว่างสิ่งที่ประชาชนคาดหวังกับสิ่งที่ได้รับจริง

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกไม่เป็นธรรมไม่ได้เป็นเงื่อนไขเพียงพอที่จะทำให้เกิดการประท้วงเสมอไป ยังต้องพิจารณาโครงสร้างโอกาสทางการเมือง ความสามารถในการรวมกลุ่ม และปัจจัยกระตุ้นอื่นร่วมด้วย

2. เงินเฟ้อลดลง แต่เหตุใดประชาชนยังรู้สึกว่าชีวิตแพงขึ้น

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งในการสื่อสารนโยบายเศรษฐกิจคือความแตกต่างระหว่างอัตราเงินเฟ้อกับระดับราคาสินค้า

อัตราเงินเฟ้อเป็นตัวชี้วัดความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของราคา ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าราคาสินค้ากลับไปอยู่ในระดับเดิมหรือไม่

สมมติว่าสินค้าจำเป็นของครัวเรือนมีราคา 100 บาทในปีฐาน เพิ่มเป็น 110 บาทในปีถัดมา และเพิ่มเป็น 113.30 บาทในปีต่อมา แม้อัตราเงินเฟ้อจะลดจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 3 แต่ประชาชนยังต้องจ่ายเงินมากกว่าปีฐานถึงร้อยละ 13.3

หากรายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้นช้ากว่าราคาสินค้า กำลังซื้อที่แท้จริงย่อมลดลง

สำหรับประเทศไทย การประเมินภาวะค่าครองชีพจึงไม่ควรพิจารณาเพียงดัชนีราคาผู้บริโภคโดยรวม แต่ควรพิจารณาโครงสร้างรายจ่ายของครัวเรือนแต่ละกลุ่มด้วย

ครัวเรือนรายได้น้อยอาจใช้รายได้ส่วนใหญ่กับอาหาร ค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายจำเป็น ขณะที่ครัวเรือนรายได้สูงมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนการบริโภคหรือใช้เงินออมรองรับความผันผวนได้มากกว่า

ด้วยเหตุนี้ เงินเฟ้ออัตราเดียวกันจึงอาจสร้างผลกระทบต่อครัวเรือนแตกต่างกันอย่างมาก

ในทางเศรษฐศาสตร์สวัสดิการ สิ่งที่ควรประเมินไม่ใช่เพียงราคาสินค้าเฉลี่ย แต่รวมถึงความสามารถของครัวเรือนในการรักษาระดับการบริโภคที่จำเป็นโดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม ลดคุณภาพอาหาร หรือถอนบุตรหลานออกจากโอกาสทางการศึกษา

แนวคิดดังกล่าวสัมพันธ์กับกรอบความสามารถในการดำรงชีวิตของ Sen (1999) ซึ่งให้ความสำคัญกับเสรีภาพและความสามารถที่แท้จริงของมนุษย์ในการดำเนินชีวิต มากกว่าการพิจารณารายได้ทางการเงินเพียงมิติเดียว

3. หนี้ครัวเรือน: ความเปราะบางที่ตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียวอธิบายไม่ได้

หนี้ครัวเรือนเป็นประเด็นสำคัญในการประเมินความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะรายได้ที่ครัวเรือนได้รับไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนสามารถนำเงินทั้งหมดไปใช้ดำรงชีวิตได้

ครัวเรือนอาจมีรายได้ประจำ แต่ต้องชำระเงินต้น ดอกเบี้ย ค่าเช่าบ้าน ค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นก่อนที่จะเหลือเงินสำหรับการออมและการลงทุน

ดังนั้น การวิเคราะห์รายได้ครัวเรือนควรแยกอย่างน้อยสามระดับ ได้แก่ รายได้รวม รายได้สุทธิหลังหักต้นทุนในการประกอบอาชีพ และกระแสเงินสดคงเหลือหลังชำระหนี้และค่าใช้จ่ายจำเป็น

ตัวอย่างเชิงสมมติ ครัวเรือนหนึ่งมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท แต่มีต้นทุนในการประกอบอาชีพ 8,000 บาท ชำระหนี้ 9,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายจำเป็นอีก 12,000 บาท ครัวเรือนดังกล่าวจะเหลือเงินเพียง 1,000 บาทต่อเดือน

แม้รายได้รวมจะดูไม่น้อย แต่ความสามารถในการรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินกลับอยู่ในระดับจำกัด

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการประเมินความเปราะบางทางเศรษฐกิจควรพิจารณากระแสเงินสดและภาระหนี้ควบคู่กับรายได้

นอกจากนี้ หนี้ไม่ได้มีผลเสียทุกกรณี หนี้เพื่อการลงทุนที่เพิ่มผลิตภาพและสร้างรายได้ในอนาคตอาจเป็นประโยชน์ต่อครัวเรือน แต่หนี้ที่มีต้นทุนสูงหรือมีภาระชำระเกินความสามารถอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระและการสูญเสียทรัพย์สิน

การกำหนดนโยบายจึงต้องจำแนกประเภทหนี้ วัตถุประสงค์การกู้ยืม อัตราดอกเบี้ย และความสามารถในการชำระหนี้ ไม่ใช่พิจารณาเพียงยอดหนี้รวม

4. ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจของเยาวชน: เมื่อการศึกษาไม่รับประกันโอกาสในชีวิต

การเคลื่อนไหวของนักเรียนและนักศึกษาในยุโรปนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนด้านการศึกษากับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่

ตามทฤษฎีทุนมนุษย์ของ Becker (1964) การศึกษาเป็นการลงทุนที่ช่วยเพิ่มความรู้ ทักษะ และศักยภาพในการสร้างรายได้ อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนจากการศึกษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณวุฒิเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการแรงงาน โครงสร้างเศรษฐกิจ คุณภาพงาน และสภาพการแข่งขันในตลาดแรงงานด้วย

หากเยาวชนสำเร็จการศึกษาแล้วไม่สามารถหางานที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ หรือได้รับค่าจ้างไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ความคาดหวังต่อระบบการศึกษาอาจลดลง

สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้ควรได้รับการประเมินผ่านอัตราการมีงานทำของผู้สำเร็จการศึกษา รายได้เริ่มต้นของแรงงาน สัดส่วนผู้ทำงานไม่ตรงกับระดับทักษะ และภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา

การเพิ่มจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ หากระบบเศรษฐกิจไม่สามารถสร้างงานที่มีคุณภาพรองรับได้

ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การคลัง การประเมินงบประมาณด้านการศึกษาจึงควรพิจารณาผลลัพธ์มากกว่าปัจจัยนำเข้า กล่าวคือ ไม่ควรประเมินเพียงจำนวนเงินที่ใช้สร้างอาคารเรียน จัดซื้ออุปกรณ์ หรือฝึกอบรม แต่ควรติดตามว่าการลงทุนดังกล่าวเพิ่มทักษะ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพได้เพียงใด

5. เศรษฐกิจเกษตรกรรมไทย: จากมูลค่าผลผลิตสู่รายได้สุทธิและคุณภาพชีวิต

ภาคเกษตรกรรมเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนของความแตกต่างระหว่างการเติบโตของผลผลิตกับความเป็นอยู่ของประชาชน

ในระบบการประเมินโครงการพัฒนาการเกษตร ตัวชี้วัดที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ จำนวนพื้นที่เพาะปลูก ปริมาณผลผลิต ผลผลิตต่อไร่ จำนวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ และมูลค่าผลผลิตรวม

ตัวชี้วัดเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการประเมินประสิทธิภาพการผลิต แต่ไม่เพียงพอที่จะอธิบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกร

ตัวอย่างเชิงสมมติ เกษตรกรรายหนึ่งมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต 200,000 บาทต่อปี แต่ต้องจ่ายค่าปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ สารป้องกันศัตรูพืช ค่าแรง และค่าเครื่องจักรรวม 140,000 บาท จึงเหลือผลตอบแทนก่อนหักต้นทุนอื่น 60,000 บาท

หากต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นตามกำหนดชำระอีก 35,000 บาท กระแสเงินสดคงเหลือจะลดลงเหลือ 25,000 บาท ทั้งนี้ เงินต้นเป็นรายการกระแสเงินสด ไม่ใช่ต้นทุนทางบัญชีแบบเดียวกับดอกเบี้ย จึงต้องแสดงแยกกันเพื่อไม่ให้นับต้นทุนซ้ำ

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า มูลค่าผลผลิตรวม 200,000 บาทไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรมีรายได้พร้อมใช้จำนวนดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาต้นทุนแรงงานครัวเรือน ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ค่าเช่าที่ดิน และความเสี่ยงจากราคาผลผลิต ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์แตกต่างจากกระแสเงินสดที่เกษตรกรได้รับ

ในบริบทของเกษตรแปลงใหญ่ การรวมพื้นที่หรือรวมกิจกรรมการผลิตอาจช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย เพิ่มอำนาจต่อรอง และสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาด แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

หากระบบบริหารจัดการไม่โปร่งใส การแบ่งปันผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม หรือเกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรองเพียงพอ การเพิ่มขนาดการผลิตอาจไม่ส่งผลให้รายได้สุทธิของสมาชิกเพิ่มขึ้นตามที่คาดหวัง

ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรกรรมจึงควรพิจารณาควบคู่กันทั้งประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพการบริหารจัดการ การแบ่งปันความเสี่ยง และผลลัพธ์ด้านความเป็นอยู่ของครัวเรือน

ข้อเสนอสำคัญคือการเปลี่ยนจากการวัดเพียง Production-Based Performance ไปสู่ Net Livelihood-Based Performance ซึ่งให้ความสำคัญกับรายได้สุทธิ กระแสเงินสด ภาระหนี้ และความมั่นคงในการดำรงชีวิต

6. Forensic Budget Analysis: งบประมาณแผ่นดินถูกใช้ไปเพื่ออะไร และประชาชนได้รับประโยชน์เพียงใด

การตรวจสอบงบประมาณเชิงนิติวิทยาศาสตร์ หรือ Forensic Budget Analysis เป็นแนวทางการตรวจสอบข้อมูลทางการคลัง เอกสารการอนุมัติ รายการจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่าย และผลลัพธ์ของโครงการ เพื่อค้นหาความผิดปกติ ความไม่สอดคล้อง ความเสี่ยงต่อการใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ และหลักฐานที่อาจนำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึก

แนวทางนี้แตกต่างจากการตรวจสอบการเบิกจ่ายทั่วไป เพราะไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่างบประมาณถูกใช้จ่ายครบถ้วนหรือถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ แต่ขยายไปสู่คำถามว่าเงินที่ใช้จ่ายสร้างคุณค่าต่อสาธารณะอย่างไร

ทั้งนี้ การตรวจพบความผิดปกติไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่ามีการทุจริต และการตรวจสอบความคุ้มค่าต้องแยกจากการตรวจสอบการกระทำผิดตามกฎหมายอย่างชัดเจน

6.1 จากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรสู่ผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ

การตรวจสอบงบประมาณควรติดตามเส้นทางการใช้จ่ายอย่างน้อยหกระดับ

ระดับแรก คือการจัดสรรงบประมาณ โดยตรวจสอบว่าโครงการได้รับเงินจำนวนเท่าใด และมีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับปัญหาของประชาชนหรือไม่

ระดับที่สอง คือการอนุมัติและออกแบบโครงการ โดยตรวจสอบความจำเป็น ความสมเหตุสมผลของต้นทุน และการกำหนดตัวชี้วัด

ระดับที่สาม คือการจัดซื้อจัดจ้างและการทำสัญญา โดยพิจารณาราคากลาง วิธีคัดเลือกผู้รับจ้าง เงื่อนไขสัญญา และความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ทับซ้อน

ระดับที่สี่ คือการเบิกจ่ายและการส่งมอบงาน โดยตรวจสอบหลักฐานการจ่ายเงิน ปริมาณงาน คุณภาพ และระยะเวลาดำเนินการ

ระดับที่ห้า คือการนำผลผลิตของโครงการไปใช้ประโยชน์จริง เช่น เครื่องจักรที่จัดซื้อสามารถใช้งานได้กี่ชั่วโมงต่อปี หรือศูนย์เรียนรู้มีประชาชนใช้บริการจริงจำนวนเท่าใด

ระดับที่หก คือผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคม โดยพิจารณาว่าประชาชนมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง หนี้ลดลง หรือเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพมากขึ้นหรือไม่

การตรวจสอบทั้งหกระดับช่วยแยกความสำเร็จด้านการดำเนินงานออกจากความสำเร็จด้านผลลัพธ์

6.2 สถานการณ์งบประมาณไทยและหลักฐานที่ตรวจสอบได้

ข้อมูลของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แสดงการเบิกจ่ายจำแนกตามลักษณะเศรษฐกิจและกระทรวง โดยข้อมูลที่เผยแพร่ในชุดที่ตรวจสอบได้ครอบคลุมถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569

ตัวอย่างเช่น รายจ่ายประจำตามชุดข้อมูลดังกล่าวมีวงเงินประมาณ 2.919 ล้านล้านบาท และมียอดเบิกจ่ายสะสมประมาณ 2.692 ล้านล้านบาท ณ ช่วงข้อมูลที่รายงาน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 92.2 ของวงเงินรายจ่ายประจำที่ระบุไว้

ตัวเลขนี้แสดงความก้าวหน้าของการเบิกจ่าย แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเงินดังกล่าวเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชนมากน้อยเพียงใด เพราะรายจ่ายประจำประกอบด้วยภารกิจหลากหลายประเภท และผลลัพธ์ไม่อาจประเมินจากอัตราการเบิกจ่ายเพียงตัวเดียว

ขณะเดียวกัน สำนักงบประมาณได้เผยแพร่รายงานผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ถึงไตรมาสที่สาม ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างงบประมาณ ผลผลิต และผลลัพธ์ของหน่วยรับงบประมาณได้

การวิเคราะห์ในบทความนี้ยังไม่ใช่ผลการตรวจสอบธุรกรรมงบประมาณครบทุกโครงการ เนื่องจากยังไม่ได้รวบรวมทะเบียนสัญญา รายการเบิกจ่ายรายธุรกรรม เอกสารตรวจรับ และหลักฐานผลลัพธ์ระดับผู้รับประโยชน์อย่างครบถ้วน

ดังนั้น ข้อเสนอด้าน Forensic Budget Analysis ต่อไปนี้จึงเป็นกรอบการตรวจสอบที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าหน่วยงานหรือโครงการใดมีการกระทำผิด

6.3 วิเคราะห์งบประมาณด้านค่าครองชีพและสวัสดิการ

มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพควรได้รับการตรวจสอบอย่างน้อยสามมิติ

มิติแรก คือประสิทธิภาพการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ต้องตรวจสอบว่าผู้มีรายได้น้อยและครัวเรือนเปราะบางได้รับความช่วยเหลือตามเกณฑ์จริงหรือไม่ และมีผู้มีสิทธิที่ตกหล่นจากระบบจำนวนเท่าใด

มิติที่สอง คือประสิทธิภาพต้นทุน ต้องแยกงบประมาณที่ส่งถึงประชาชนโดยตรงออกจากต้นทุนการบริหาร ระบบสารสนเทศ ค่าจ้างดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายสนับสนุน

มิติที่สาม คือผลกระทบต่อความเป็นอยู่ ต้องตรวจสอบว่ามาตรการช่วยลดภาระรายจ่ายจำเป็น ลดการก่อหนี้เพื่อบริโภค หรือเพิ่มความสามารถในการดำรงชีวิตได้จริงหรือไม่

ตัวอย่างเชิงสมมติ หากโครงการหนึ่งใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท และมีเงินหรือผลประโยชน์ที่ส่งถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง 800 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 200 ล้านบาทไม่ได้หมายความว่าเป็นความสูญเปล่าหรือการทุจริตทันที แต่ต้องตรวจสอบว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นต้นทุนบริหารที่จำเป็น เหมาะสม และมีหลักฐานรองรับหรือไม่

6.4 วิเคราะห์งบประมาณด้านการศึกษา

การตรวจสอบงบประมาณด้านการศึกษาควรเชื่อมโยงการใช้จ่ายกับคุณภาพและความเสมอภาค

ตัวอย่างเช่น การจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนควรตรวจสอบทั้งราคาต่อหน่วย จำนวนที่ส่งมอบ สภาพการใช้งาน และการเข้าถึงของนักเรียน

โครงการฝึกอบรมควรตรวจสอบว่าผู้เข้าร่วมได้รับทักษะใหม่จริงหรือไม่ และสามารถนำทักษะไปใช้ประโยชน์ได้เพียงใด

ส่วนการลงทุนก่อสร้างอาคารเรียนควรพิจารณาความจำเป็น จำนวนผู้ใช้ประโยชน์ ต้นทุนบำรุงรักษา และความปลอดภัยในระยะยาว

การประเมินที่ยึดเพียงจำนวนอาคารหรือจำนวนผู้เข้ารับการอบรมอาจทำให้รัฐบาลมองไม่เห็นช่องว่างระหว่างการใช้จ่ายกับคุณภาพบริการที่ประชาชนได้รับ

6.5 วิเคราะห์งบประมาณด้านการเกษตร

การตรวจสอบงบประมาณเกษตรควรเริ่มจากคำถามว่าโครงการช่วยเพิ่มรายได้สุทธิเกษตรกรหรือไม่

สมมติโครงการจัดซื้อเครื่องจักรการเกษตรมีวงเงิน 30 ล้านบาท หากเครื่องจักรถูกใช้งานเพียงบางช่วงฤดูกาล ต้นทุนต่อชั่วโมงอาจสูงกว่าที่ประมาณการไว้มาก

การประเมินจึงต้องตรวจสอบอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องจักร ต้นทุนซ่อมบำรุง ค่าเสื่อมราคา ค่าบริหารจัดการ และจำนวนเกษตรกรที่เข้าถึงบริการจริง

นอกจากนี้ ยังควรเปรียบเทียบทางเลือก เช่น การซื้อเครื่องจักร การเช่าเครื่องจักร และการจ้างบริการจากผู้ประกอบการเอกชน

หากทางเลือกหนึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่าแต่ให้ผลลัพธ์เทียบเท่าหรือดีกว่า รัฐควรนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการจัดสรรงบประมาณในรอบถัดไป

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบต้องคำนึงถึงคุณภาพบริการ ความพร้อมใช้งาน ความเสี่ยง และต้นทุนตลอดอายุโครงการ ไม่ใช่พิจารณาราคาจัดซื้อเพียงอย่างเดียว

6.6 การตรวจสอบความผิดปกติด้วยข้อมูล

Forensic Budget Analysis สามารถประยุกต์ใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ข้อมูลเพื่อตรวจจับรายการที่ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น ราคาจัดซื้อที่แตกต่างจากราคาตลาดอย่างผิดปกติ การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง การแก้ไขสัญญาซ้ำหลายครั้ง การกระจุกตัวของผู้ชนะการประมูล หรือการเบิกจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับความก้าวหน้าของงาน

อย่างไรก็ตาม สัญญาณเหล่านี้เป็นเพียงข้อบ่งชี้ความเสี่ยง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันการทุจริต

การวิเคราะห์ต้องตรวจสอบบริบททางกฎหมาย ข้อกำหนดทางเทคนิค สภาพตลาด และเอกสารประกอบก่อนสรุปผล

หลักการสำคัญคือ การตรวจสอบงบประมาณต้องอาศัยหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และต้องเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริง

7. หนี้ครัวเรือนไทยกับความเสี่ยงเชิงนโยบายการคลัง

ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน

จากชุดข้อมูลสินเชื่อครัวเรือน ณ ไตรมาสที่สอง พ.ศ. 2568 ยอดสินเชื่อครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 16.31 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 86.3 ของ GDP ลดลงจากร้อยละ 89.4 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า

ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลอ้างอิงย้อนหลัง ไม่ใช่การยืนยันระดับหนี้ล่าสุด ณ เดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 และไม่ควรนำไปใช้แทนข้อมูลไตรมาสล่าสุดโดยไม่ตรวจสอบเพิ่มเติม

ธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้อธิบายว่าความไม่แน่นอนของรายได้ การมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และความเปราะบางของกลุ่มเกษตรกร แรงงาน และผู้ประกอบอาชีพอิสระ เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้ครัวเรือน

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายการคลัง เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพิ่มการบริโภคระยะสั้นอาจไม่เพียงพอ หากรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนไม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในทางกลับกัน การปรับโครงสร้างหนี้โดยไม่มีมาตรการเพิ่มความสามารถในการหารายได้ อาจช่วยลดภาระชำระในระยะสั้นแต่ไม่สามารถแก้ไขความเปราะบางเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด

การตรวจสอบงบประมาณด้านการแก้หนี้จึงควรพิจารณาทั้งต้นทุนทางการคลัง จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือ ความสามารถในการกลับมาชำระหนี้ และความยั่งยืนของรายได้หลังเข้าร่วมมาตรการ

ตัวชี้วัดสำคัญไม่ควรจำกัดอยู่ที่จำนวนบัญชีหนี้ที่ได้รับการปรับโครงสร้าง แต่ควรติดตามว่าครัวเรือนสามารถรักษาการชำระหนี้ได้หรือไม่ มีหนี้เสียกลับมาเกิดซ้ำมากน้อยเพียงใด และมีเงินเหลือสำหรับดำรงชีวิตเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่

8. การมีส่วนร่วมของประชาชน: จากผู้รับนโยบายสู่ผู้ร่วมกำหนดนโยบาย

บทเรียนจากยุโรปชี้ให้เห็นความสำคัญของช่องทางที่ประชาชนสามารถสะท้อนปัญหาและตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐได้

ในทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน การกำหนดนโยบายไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับกติกา ความไว้วางใจ ความสามารถในการประสานงาน และการกระจายอำนาจการตัดสินใจ

Ostrom (1990) อธิบายว่าการจัดการทรัพยากรร่วมสามารถมีประสิทธิภาพได้ภายใต้กติกาที่เหมาะสมและการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นบทเรียนที่สามารถนำมาประยุกต์กับการบริหารโครงการพัฒนาชุมชนได้ โดยต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบท

สำหรับประเทศไทย การมีส่วนร่วมไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเชิญประชาชนเข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นหลังจากโครงการได้รับการออกแบบเสร็จแล้ว

ประชาชนควรมีส่วนร่วมตั้งแต่การระบุปัญหา การจัดลำดับความสำคัญ การเลือกแนวทางแก้ไข การกำหนดตัวชี้วัด และการติดตามผลการดำเนินงาน

ตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรกรรมควรเปิดเผยข้อมูลต้นทุนการผลิต รายได้สุทธิ ราคาจำหน่าย เงื่อนไขการตลาด และการแบ่งปันผลประโยชน์ให้สมาชิกสามารถตรวจสอบได้

การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอาจช่วยลดความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างผู้บริหารโครงการกับเกษตรกร และสร้างเงื่อนไขให้สมาชิกมีอำนาจต่อรองมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมต้องออกแบบให้ครอบคลุมผู้ที่มีข้อจำกัดด้านเวลา รายได้ การศึกษา และการเข้าถึงข้อมูล มิฉะนั้น กระบวนการมีส่วนร่วมอาจถูกครอบงำโดยกลุ่มที่มีทรัพยากรและอำนาจต่อรองสูงกว่า

9. กรอบประเมินความเสี่ยงเศรษฐกิจครัวเรือนและประสิทธิผลนโยบายสาธารณะ

ประเทศไทยควรพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงเชิงนโยบายที่เชื่อมโยงข้อมูลเศรษฐกิจครัวเรือนกับผลการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ

บทความนี้เสนอกรอบวิเคราะห์ชื่อ Household Economic Vulnerability and Public Budget Accountability Framework หรือกรอบความเปราะบางทางเศรษฐกิจครัวเรือนและความรับผิดชอบด้านงบประมาณสาธารณะ

กรอบดังกล่าวประกอบด้วยห้ามิติที่เชื่อมโยงกัน

มิติแรก คือความสามารถในการดำรงชีวิต โดยประเมินรายได้สุทธิ ค่าใช้จ่ายจำเป็น และเงินคงเหลือของครัวเรือน

มิติที่สอง คือความเปราะบางทางการเงิน โดยพิจารณาภาระหนี้ ความสามารถในการชำระหนี้ เงินออมฉุกเฉิน และความเสี่ยงจากรายได้ที่ไม่แน่นอน

มิติที่สาม คือโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยประเมินคุณภาพการศึกษา การเข้าถึงงานที่เหมาะสม รายได้แรงงาน และโอกาสในการประกอบอาชีพ

มิติที่สี่ คือประสิทธิผลของงบประมาณสาธารณะ โดยตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างงบประมาณที่จัดสรร เงินที่ใช้จ่าย ผลผลิตของโครงการ และผลลัพธ์ต่อประชาชน

มิติที่ห้า คือธรรมาภิบาลและความไว้วางใจ โดยพิจารณาการเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วม ความโปร่งใส การร้องเรียน และความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานรัฐ

หากนำกรอบดังกล่าวไปใช้ในระดับจังหวัดหรืออำเภอ ควรเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องและแยกตามกลุ่มอาชีพ ระดับรายได้ อายุ และพื้นที่ เพื่อให้สามารถระบุความเปราะบางที่ค่าเฉลี่ยระดับประเทศอาจไม่สะท้อน

การวิเคราะห์อาจใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์แนวโน้ม การเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่ และการประเมินผลกระทบของนโยบาย

อย่างไรก็ตาม หากต้องการสรุปว่านโยบายหนึ่งทำให้รายได้เพิ่มขึ้นหรือหนี้ลดลงจริง จำเป็นต้องใช้วิธีประเมินผลที่สามารถแยกผลของนโยบายออกจากปัจจัยอื่น เช่น การเปรียบเทียบก่อนและหลังกับกลุ่มที่เหมาะสม หรือการออกแบบการประเมินผลเชิงสาเหตุ

10. ข้อสังเกตหรือข้อกังวล

10.1 ความเสี่ยงจากการใช้นโยบายระยะสั้นแทนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

มาตรการลดค่าครองชีพสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าได้ แต่หากไม่ได้เพิ่มผลิตภาพแรงงาน สร้างงานที่มีคุณภาพ หรือปรับปรุงประสิทธิภาพตลาด ผลกระทบเชิงบวกอาจไม่ยั่งยืน

10.2 การเบิกจ่ายสูงไม่ได้หมายความว่าประชาชนมีชีวิตดีขึ้น

หน่วยงานอาจสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามเป้าหมาย แต่โครงการอาจมีอัตราการใช้ประโยชน์ต่ำ หรือไม่สามารถแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายได้

จึงต้องแยกประสิทธิภาพการเบิกจ่ายออกจากประสิทธิผลทางเศรษฐกิจและสังคม

10.3 ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของผลประโยชน์

การลงทุนภาครัฐอาจสร้างประโยชน์แก่ประชาชนจำนวนมาก แต่หากโครงสร้างการจัดซื้อจัดจ้างหรือการเข้าถึงบริการเอื้อให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มอื่นอย่างไม่สมเหตุสมผล ก็อาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำได้

การตรวจสอบต้องอาศัยข้อมูลจริง ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับผู้รับประโยชน์

10.4 ความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างรัฐกับประชาชน

หากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลงบประมาณ ต้นทุนโครงการ และผลการดำเนินงานได้อย่างเข้าใจง่าย การตรวจสอบสาธารณะย่อมมีข้อจำกัด

การเปิดเผยข้อมูลจึงควรอยู่ในรูปแบบที่นำไปวิเคราะห์ต่อได้ พร้อมคำอธิบายที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้

10.5 ความเสี่ยงจากการนำบทเรียนต่างประเทศมาใช้โดยไม่คำนึงถึงบริบท

ประเทศไทยมีโครงสร้างแรงงานนอกระบบ ภาคเกษตรกรรม และระบบสวัสดิการที่แตกต่างจากประเทศยุโรปหลายแห่ง

การนำแนวทางแก้ปัญหาจากต่างประเทศมาใช้จึงต้องผ่านการประเมินความเหมาะสมด้านสถาบัน งบประมาณ และความต้องการของประชาชนในพื้นที่

10.6 ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลัง

การเพิ่มงบประมาณช่วยเหลือประชาชนอาจมีความจำเป็นในบางสถานการณ์ แต่ต้องพิจารณาแหล่งเงิน ความยั่งยืนของภาระผูกพัน และต้นทุนค่าเสียโอกาสของงบประมาณ

การลดงบประมาณบางประเภทเพื่อเพิ่มงบประมาณอีกประเภทหนึ่งควรใช้หลักฐานผลลัพธ์และความจำเป็นของภารกิจประกอบ ไม่ใช่พิจารณาจากความนิยมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

11. ข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะ

การนำบทเรียนจากยุโรปมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยควรมีเป้าหมายสำคัญสามประการ ได้แก่ การเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือน การเพิ่มประสิทธิผลของงบประมาณสาธารณะ และการสร้างระบบกำหนดนโยบายที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมและตรวจสอบได้

11.1 เปลี่ยนเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจจาก GDP ไปสู่รายได้สุทธิและคุณภาพชีวิต

รัฐบาลควรใช้ GDP เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจมหภาคควบคู่กับตัวชี้วัดความเป็นอยู่ของครัวเรือน ไม่ใช่ใช้ GDP เป็นตัวแทนของคุณภาพชีวิตทั้งหมด

ควรพัฒนาระบบติดตามรายได้สุทธิหลังหักต้นทุนการประกอบอาชีพ ภาระหนี้ ค่าใช้จ่ายจำเป็น และเงินออมฉุกเฉิน โดยจำแนกตามกลุ่มอาชีพและระดับรายได้

สำหรับครัวเรือนเกษตรกร ควรติดตามทั้งรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต ต้นทุนการผลิต กำไรทางเศรษฐศาสตร์ กระแสเงินสดหลังชำระหนี้ และความผันผวนของรายได้ระหว่างฤดูกาล

แนวทางนี้จะช่วยให้รัฐบาลประเมินได้ว่านโยบายเพิ่มผลผลิตส่งผลต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรจริงหรือไม่

11.2 จัดทำ Household Economic Vulnerability Dashboard

ควรพัฒนาระบบข้อมูลความเปราะบางทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือนที่เชื่อมโยงข้อมูลรายได้ รายจ่าย หนี้สิน การศึกษา การจ้างงาน และการเข้าถึงบริการสาธารณะ

ระบบดังกล่าวควรนำเสนอข้อมูลในระดับพื้นที่โดยใช้ข้อมูลรวมที่ไม่เปิดเผยตัวบุคคล พร้อมกลไกคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการกำหนดสิทธิการเข้าถึงอย่างเหมาะสม

การจัดทำดัชนีความเปราะบางอาจช่วยให้หน่วยงานระบุพื้นที่ที่ควรได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วน แต่ต้องตรวจสอบคุณภาพข้อมูลและไม่ใช้คะแนนเพียงตัวเดียวตัดสินสิทธิของประชาชน

11.3 สร้างระบบ Forensic Budget Analysis สำหรับโครงการที่มีผลต่อเศรษฐกิจครัวเรือน

ควรนำระบบตรวจสอบงบประมาณเชิงลึกมาใช้กับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลดค่าครองชีพ การแก้หนี้ครัวเรือน การศึกษา การจ้างงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรกรรม

กระบวนการควรเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลจัดสรรงบประมาณ สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่าย ผลการตรวจรับ และข้อมูลผู้ได้รับประโยชน์

จากนั้นจึงวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างต้นทุนกับผลผลิต ตรวจสอบความผิดปกติของธุรกรรม และประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

ควรกำหนดให้มีรายงานสองส่วนแยกกันอย่างชัดเจน คือรายงานการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ กับรายงานความคุ้มค่าและประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ

การตรวจสอบดังกล่าวควรดำเนินการภายใต้หลักความเป็นอิสระ ความเป็นธรรม และสิทธิในการชี้แจงของหน่วยงานที่ถูกตรวจสอบ

11.4 ปรับระบบงบประมาณจากการมุ่งผลผลิตไปสู่ผลลัพธ์

การจัดสรรงบประมาณควรเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ลดลง รายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้น ภาระหนี้ที่ลดลง หรือการเข้าถึงบริการที่ดีขึ้น

ตัวอย่างเช่น โครงการเกษตรแปลงใหญ่ไม่ควรประเมินเพียงจำนวนไร่ที่เข้าร่วมโครงการ แต่ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุน รายได้สุทธิ อำนาจต่อรอง และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสมาชิก

ทั้งนี้ ต้องกำหนดข้อมูลฐานก่อนเริ่มโครงการและวิธีการประเมินผลที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากราคาตลาดหรือสภาพภูมิอากาศถูกนำไปอ้างเป็นผลสำเร็จของโครงการโดยไม่มีหลักฐาน

11.5 ส่งเสริมระบบหุ้นส่วนรัฐ–เอกชน–ประชาชน

การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากควรเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมกันออกแบบและดำเนินโครงการ ภายใต้การกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ชัดเจน

ภาครัฐอาจทำหน้าที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและกำกับดูแล ภาคเอกชนสนับสนุนเทคโนโลยี การบริหารจัดการและตลาด ส่วนประชาชนมีบทบาทในการตัดสินใจและตรวจสอบผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น

สำหรับโครงการเกษตรแปลงใหญ่ แนวทางดังกล่าวอาจช่วยสร้างระบบการผลิตและการตลาดร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องรวมกรรมสิทธิ์ที่ดิน

อย่างไรก็ตาม ต้องมีกติกาป้องกันการผูกขาด การผลักภาระความเสี่ยงไปยังเกษตรกร และการกระจุกตัวของอำนาจตัดสินใจ

11.6 พัฒนากลไกรับฟังปัญหาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรมีช่องทางรับฟังปัญหาค่าครองชีพ หนี้สิน และการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รอจนเกิดความขัดแย้งขนาดใหญ่

กระบวนการดังกล่าวควรมีการเปิดเผยข้อร้องเรียนในภาพรวม ระยะเวลาการแก้ไข และผลการดำเนินงาน เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าข้อเสนอของตนได้รับการพิจารณาอย่างไร

การมีส่วนร่วมควรมีทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อไม่ให้ประชาชนที่ขาดทักษะดิจิทัลถูกกีดกันออกจากกระบวนการ

11.7 จัดทำโครงการนำร่องและประเมินผลก่อนขยายระดับประเทศ

นโยบายที่มีต้นทุนสูงหรือมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากควรได้รับการทดลองในพื้นที่ที่เหมาะสมก่อนขยายผล

การทดลองควรมีข้อมูลฐาน กลุ่มเปรียบเทียบเมื่อทำได้ ตัวชี้วัดผลลัพธ์ และการประเมินต้นทุนต่อผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนเครื่องจักรเกษตรควรเปรียบเทียบระหว่างการซื้อขาด การเช่า และการจ้างบริการ เพื่อประเมินว่าทางเลือกใดเหมาะสมกับขนาดพื้นที่และความต้องการของเกษตรกร

หากผลการประเมินไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ควรเปิดโอกาสให้ปรับปรุงหรือยุติโครงการ โดยไม่ถือว่าการยุติโครงการที่ไม่มีประสิทธิผลเป็นความล้มเหลวของการบริหารเสมอไป

12. ข้อเสนอการปฏิรูประบบงบประมาณ: จาก Spending Accountability สู่ Livelihood Accountability

ข้อเสนอสำคัญของบทความนี้คือ ประเทศไทยควรยกระดับการตรวจสอบงบประมาณจากความรับผิดชอบต่อการใช้จ่าย หรือ Spending Accountability ไปสู่ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ด้านการดำรงชีวิตของประชาชน หรือ Livelihood Accountability

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการต้องวัดผลเป็นรายได้ครัวเรือนโดยตรง เพราะงบประมาณด้านความยุติธรรม ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม และบริการสาธารณะบางประเภทมีผลลัพธ์ที่ไม่สามารถแปลงเป็นรายได้ทางการเงินได้อย่างเหมาะสม

แต่สำหรับโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ลดหนี้ หรือยกระดับเศรษฐกิจฐานราก การประเมินผลควรเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างชัดเจน

ระบบดังกล่าวควรตั้งอยู่บนหลักการสี่ประการ

ประการแรก งบประมาณต้องมีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับปัญหาจริง

ประการที่สอง การใช้จ่ายต้องโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้

ประการที่สาม ผลลัพธ์ต้องได้รับการประเมินด้วยข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

ประการที่สี่ ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดและตรวจสอบผลลัพธ์

เมื่อหลักการทั้งสี่เชื่อมโยงกัน การจัดทำงบประมาณจะไม่เป็นเพียงกระบวนการจัดสรรทรัพยากรประจำปี แต่สามารถเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่อสถาบันสาธารณะในระยะยาวได้

สรุป

กระแสการประท้วงในยุโรปเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นกรณีศึกษาที่ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ คุณภาพบริการสาธารณะ โอกาสของคนรุ่นใหม่ และความไว้วางใจต่อรัฐบาล

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้มีสาเหตุเดียวกันทั้งหมด และไม่ควรถูกนำมาใช้คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเกิดการประท้วงในลักษณะเดียวกัน แต่สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการทบทวนความสามารถของนโยบายเศรษฐกิจไทยในการตอบสนองต่อปัญหาของประชาชน

บทเรียนสำคัญประการแรกคือ อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนมีภาระค่าครองชีพลดลง หากระดับราคายังสูงและรายได้เพิ่มไม่ทัน

ประการที่สอง การมีรายได้รวมสูงไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากต้องแบกรับต้นทุนการประกอบอาชีพและภาระหนี้จำนวนมาก

ประการที่สาม การลงทุนด้านการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจควรได้รับการประเมินจากโอกาสและผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริง ไม่ใช่เพียงจำนวนเงินที่ใช้จ่ายหรือจำนวนกิจกรรมที่ดำเนินการ

ประการที่สี่ การตรวจสอบงบประมาณเชิงนิติวิทยาศาสตร์สามารถช่วยให้ภาครัฐและสังคมตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การส่งมอบงาน และผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นระบบ แต่ต้องยึดหลักฐานและไม่ตีความความผิดปกติเป็นการทุจริตโดยปราศจากการพิสูจน์

ประการสุดท้าย การมีส่วนร่วมของประชาชนควรเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการนโยบาย ตั้งแต่การกำหนดปัญหาไปจนถึงการตรวจสอบผลลัพธ์

สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเกษตรกรรม การเปลี่ยนจากการวัดมูลค่าผลผลิตรวมไปสู่การวัดรายได้สุทธิ กระแสเงินสดหลังชำระหนี้ และความมั่นคงในการดำรงชีวิต จะช่วยให้การประเมินนโยบายสะท้อนความเป็นจริงของประชาชนมากขึ้น

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของนโยบายเศรษฐกิจไม่ควรถูกตัดสินจากตัวเลขการเติบโตหรืออัตราการเบิกจ่ายงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาด้วยว่าเศรษฐกิจสร้างโอกาสอย่างทั่วถึงเพียงใด ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงหรือไม่ และเงินสาธารณะก่อให้เกิดประโยชน์ที่ตรวจสอบได้อย่างไร

เพราะคำถามสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจมิใช่เพียงว่า “รัฐใช้งบประมาณไปเท่าใด” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “หลังจากใช้งบประมาณแล้ว ชีวิตของประชาชนดีขึ้นอย่างไร ใครได้รับประโยชน์ และใครยังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

🔍 แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แหล่งข้อมูลข่าวและสถิติที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์มีดังนี้

สถานการณ์การประท้วงในยุโรป

เศรษฐกิจครัวเรือนและงบประมาณประเทศไทย

📚 บรรณานุกรม

Al Jazeera. (2026, October 17). Cost of living protests hit Belgium, Italy, Portugal and France. https://www.aljazeera.com/news/2026/10/17/cost-of-living-protests-hit-belgium-italy-portugal-and-france⁠

Associated Press. (2026, October 17). Clashes, fires and looting break out as protesters rally across France, joining students. https://apnews.com/article/44b9d3ba91ffad4029f975dced7e31cb⁠

Becker, G. S. (1964). Human capital: A theoretical and empirical analysis, with special reference to education. Columbia University Press.

Goncalves, S., & Pereira, M. (2026, October 17). Tens of thousands march in Lisbon over housing and living costs. Reuters. https://www.internazionale.it/ultime-notizie-reuters/2026/10/17/tens-of-thousands-march-in-lisbon-over-housing-and-living-costs⁠

Gurr, T. R. (1970). Why men rebel. Princeton University Press.

Ostrom, E. (1990). Governing the commons: The evolution of institutions for collective action. Cambridge University Press. https://doi.org/10.1017/CBO9780511807763⁠

Reuters. (2026, October 17). Protesters clash with police in Brussels. Internazionale. https://www.internazionale.it/ultime-notizie-reuters/2026/10/17/protesters-clash-with-police-in-brussels⁠

Sen, A. (1999). Development as freedom. Alfred A. Knopf.

กระทรวงการคลัง. (2569). ระบบบริการและเผยแพร่ข้อมูลการคลัง: การเบิกจ่ายเงินงบประมาณจำแนกตามลักษณะเศรษฐกิจและกระทรวง. https://dataservices.mof.go.th/menu4?id=3⁠

ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2568, 22 กรกฎาคม). สุขภาพการเงินคนไทยดี แต่ “หนี้ครัวเรือน” ยังน่าห่วง. https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20250722.html⁠

ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2569). Loans to households classified by purpose ชุดข้อมูลสถิติ. https://app.bot.or.th/BTWS_STAT/statistics/BOTWEBSTAT.aspx?language=ENG&reportID=984⁠

สำนักงบประมาณ. (2569). รายงานผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ไตรมาสที่ 3. https://bb.go.th/en/topic.php?catID=0&gid=562&mid=334&sort=2⁠

หมายเหตุทางวิชาการ: บทความนี้เป็นการสังเคราะห์หลักฐานและเสนอกรอบนโยบาย มิใช่รายงานผลตรวจสอบการทุจริตหรือผลประเมินผลกระทบเชิงสาเหตุของโครงการงบประมาณไทยโดยตรง ตัวเลขสมมติใช้เพื่ออธิบายวิธีวิเคราะห์เท่านั้น ข้อมูลทางการคลังและหนี้ครัวเรือนที่นำเสนอมีช่วงเวลาอ้างอิงแตกต่างกัน จึงไม่ควรตีความว่าเป็นตัวเลขล่าสุดทั้งหมด ณ วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569