วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2569

รัฐเลิกมองประชาชนเป็นผู้รับ

รัฐเลิกมองประชาชนเป็นผู้รับ: ถึงเวลาให้ประชาชนเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และเจ้าของเศรษฐกิจ

From Beneficiaries to Economic Actors: Transforming Citizens into Producers, Entrepreneurs, Workers, Owners, and Local Investors

บทนำ

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยมิใช่เพียงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ที่อยู่ในระดับต่ำ แต่คือคำถามว่า “ใครเป็นผู้สร้างการเติบโต ใครเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และใครได้รับส่วนแบ่งจากการเติบโตนั้น”

ประเทศไทยมีประสบการณ์ยาวนานในการใช้นโยบายช่วยเหลือประชาชนระดับฐานราก ไม่ว่าจะเป็นเงินโอน สวัสดิการ การอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ กองทุนหมู่บ้าน การส่งเสริม OTOP การลดค่าครองชีพ หรือมาตรการกระตุ้นการบริโภค นโยบายเหล่านี้จำนวนมากมีความจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตหรือสำหรับประชาชนที่ไม่สามารถพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้เต็มที่

ปัญหาจึงมิใช่การมี “Welfare” แต่คือการที่นโยบายเศรษฐกิจฐานรากจำนวนหนึ่ง หยุดอยู่ที่ Welfare หรือ Relief โดยไม่สร้างสะพานต่อไปสู่ Production, Productivity, Employment, Enterprise และ Ownership

ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน IMF ระบุว่าประเทศไทยมีทั้งการลงทุนต่ำ การเติบโตของผลิตภาพที่ชะลอตัว การเข้าสู่สังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการเคลื่อนย้ายแรงงานจากกิจกรรมผลิตภาพต่ำไปสู่กิจกรรมผลิตภาพสูงเกิดขึ้นช้าลง (IMF eLibrary⁠)

ดังนั้น โจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงว่า “จะกระตุ้น GDP อย่างไร” แต่ควรยกระดับไปสู่คำถามว่า

ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ประชาชนส่วนใหญ่กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และได้รับผลตอบแทนจากมูลค่าที่ตนร่วมสร้างอย่างเป็นธรรม

บทความนี้เสนอว่า ถึงเวลาปรับกระบวนทัศน์เศรษฐกิจฐานรากจาก

Beneficiary Economy → Productive Economy → Ownership Economy

โดยมองประชาชนมิใช่เพียงผู้บริโภคหรือผู้รับความช่วยเหลือ แต่เป็น

Producer + Entrepreneur + Worker + Shareholder + Local Investor

พร้อมเสนอกรอบนโยบายสาธารณะที่เชื่อมเศรษฐกิจครัวเรือน เศรษฐกิจจุลภาค SME เศรษฐกิจพื้นที่ การลงทุนขนาดใหญ่ และเศรษฐกิจมหภาคเข้าด้วยกัน

คำสำคัญ

เศรษฐกิจฐานราก, เศรษฐกิจครัวเรือน, ผลิตภาพ, SME, การสร้างงาน, ความเหลื่อมล้ำ, การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ, Economic Inclusion, Local Economy, Productive Economy, Ownership Economy


1. ปัญหาของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่เพียง “โตต่ำ” แต่เป็น “โครงสร้างการเติบโต”

IMF วิเคราะห์ว่า จุดอ่อนเชิงโครงสร้างของไทยประกอบด้วยการลงทุนต่ำ ผลิตภาพเพิ่มช้า สังคมสูงวัย และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยืดเยื้อและล้าหลังหลายประเทศในภูมิภาค ขณะเดียวกันการจ้างงานจำนวนมากยังอยู่ในภาคเกษตรและบริการมูลค่าเพิ่มต่ำ (IMF eLibrary⁠)

นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะในทางเศรษฐศาสตร์ รายได้ของประชาชนในระยะยาวไม่อาจเพิ่มอย่างยั่งยืนจากการแจกเงินหรือการกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว รายได้ที่สูงขึ้นอย่างยั่งยืนต้องมีฐานมาจากการเพิ่ม ผลิตภาพของแรงงาน ผลิตภาพของธุรกิจ การสะสมทุน เทคโนโลยี ทักษะ และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่ม

World Bank เสนอในรายงาน Building Thailand’s Future Today ว่า เส้นทางสู่ประเทศรายได้สูงของไทยต้องอาศัยการเพิ่มผลิตภาพผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม ทักษะ มูลค่าเพิ่มในประเทศ บริษัทที่มีความสามารถแข่งขันสูงขึ้น และเมืองที่สามารถสร้างงานคุณภาพ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างทั้ง “industries of the future, firms of the future, workforce of the future และ cities of the future” (World Bank⁠)

ประเด็นเหล่านี้สะท้อนว่า การเติบโตในอนาคตไม่สามารถพึ่งเพียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่จากส่วนกลาง แต่ต้องทำให้ ครัวเรือน แรงงาน เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย SME และเศรษฐกิจพื้นที่เพิ่มผลิตภาพไปพร้อมกัน


2. รัฐไม่ได้ “ไม่คิดเรื่องฐานราก” แต่ต้องถามต่อว่า คิดแบบใด

หากกล่าวว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานรากเลย จะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

คำแถลงนโยบายรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ระบุชัดถึงการ “สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึง” โดยกล่าวถึงคนตัวเล็ก วิสาหกิจชุมชน และ SME การเข้าถึงความรู้ เงินทุนและเทคโนโลยี การยกระดับทักษะ การพัฒนา SME ในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการเพิ่มบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและการกระจายอำนาจทางการคลัง (SPM Thai Government⁠)

รัฐบาลยังมีโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” วงเงินกว่า 4,452 ล้านบาท ผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเงินทุน ลดต้นทุนดอกเบี้ย และให้นำเงินไปประกอบอาชีพหรือสร้างรายได้ (Thai Government⁠)

ดังนั้น คำถามเชิงนโยบายที่เหมาะสมจึงไม่ใช่

“รัฐบาลคิดถึงฐานรากหรือไม่?”

แต่ควรถามว่า

“รัฐบาลกำลังสร้างเศรษฐกิจฐานรากในฐานะระบบการผลิตและการสร้างความมั่งคั่ง หรือยังมองฐานรากเป็นพื้นที่รับเงินช่วยเหลือ เงินกู้ และมาตรการกระตุ้นเป็นหลัก?”

ความแตกต่างของคำถามสองแบบนี้สำคัญมาก


3. Welfare/Relief Model มีประโยชน์ แต่ไม่ควรเป็นปลายทาง

โมเดลพัฒนาแบบเดิมสามารถอธิบายอย่างง่ายว่า

คนจนได้รับเงินช่วยเหลือ

เกษตรกรได้รับมาตรการประกันหรือพยุงราคา

SME ได้ Soft Loan

OTOP ได้พื้นที่จัดแสดงและขายสินค้า

หมู่บ้านได้รับเงินกองทุน

ผู้บริโภคได้รับมาตรการช่วยค่าครองชีพ

มาตรการเหล่านี้มิใช่สิ่งผิด ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ภัยพิบัติ การว่างงาน ความพิการ ความสูงวัย หรือความยากจนรุนแรง สวัสดิการและเงินช่วยเหลือมีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกลงไปต่ำกว่าระดับการดำรงชีวิตขั้นต่ำ

ดังนั้น ข้อเสนอ “เลิกมองประชาชนเป็นผู้รับ” มิได้หมายความว่าต้องเลิก Welfare State

รัฐยังจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อ

การศึกษา
สุขภาพ
หลักประกันรายได้ขั้นต่ำ
ผู้สูงอายุ
คนพิการ
เด็ก
ผู้ว่างงาน
ผู้ประสบภัย
และกลุ่มเปราะบาง

แต่ Welfare ที่ดีควรทำหน้าที่เป็น Floor — พื้นรองรับ

และในกรณีของประชาชนที่ยังสามารถทำงานและประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ ควรมี Ladder — บันไดขึ้นสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ

นี่คือความแตกต่างระหว่าง

Social Protection

กับ

Economic Inclusion

World Bank เสนอแนวคิด Economic Inclusion ซึ่งมิได้หยุดที่เงินโอน แต่เชื่อมเงินช่วยเหลือเข้ากับทักษะ ทุนประกอบธุรกิจ การให้คำปรึกษา การเข้าถึงบริการทางการเงิน และการเชื่อมตลาด หลักฐานจากหลายประเทศพบว่าโมเดลแบบหลายองค์ประกอบสามารถเพิ่มรายได้ กำไรธุรกิจ การออม และความสามารถในการรับมือความเสี่ยงได้ (World Bank⁠)

ดังนั้น แนวคิดที่เหมาะสมกว่าอาจเรียกว่า

Productive Social Protection

กล่าวคือ “ช่วยประชาชนวันนี้ พร้อมสร้างความสามารถให้มีรายได้ของตนเองในวันหน้า”


4. ทำไม “ประชาชนในฐานะ Producer” จึงสำคัญ

การมองประชาชนเป็น Producer หมายถึง เปลี่ยนคำถามจาก

“ประชาชนจะได้รับอะไรจากรัฐ?”

เป็น

“ประชาชนสามารถผลิตอะไรที่ตลาดต้องการ และรัฐจะช่วยลดข้อจำกัดในการผลิตได้อย่างไร?”

ตัวอย่างเกษตรกร

นโยบายแบบเดิมอาจเริ่มจากปัญหาว่า ราคาพืชผลตกต่ำ แล้วรัฐเข้าไปอุดหนุนราคา

นโยบาย Production & Productivity Model จะเริ่มก่อนหน้านั้น ได้แก่

ผลิตอะไร
ผลิตให้ใคร
ต้นทุนเท่าไร
ผลผลิตต่อไร่เท่าไร
คุณภาพเป็นอย่างไร
จะรวมแปลงหรือใช้เครื่องจักรร่วมกันหรือไม่
จะแปรรูปตรงไหน
ใครรับซื้อ
จะสร้างมาตรฐานอย่างไร
จะใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างไร

จุดประสงค์คือเปลี่ยนจาก

Commodity Producer

ไปสู่

Value Creator

นโยบายเกษตรจึงควรวัดความสำเร็จด้วย

รายได้สุทธิต่อไร่ รายได้ต่อแรงงาน มูลค่าเพิ่ม และความสามารถแข่งขัน

มากกว่าการวัดจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวนครั้งที่อบรม หรือจำนวนปัจจัยการผลิตที่แจก


5. ประชาชนในฐานะ Entrepreneur

ประเทศไทยมี SME จำนวนมหาศาล ข้อมูล SME Big Data ล่าสุดระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมี SME ประมาณ 3.284 ล้านราย และมีการจ้างงานประมาณ 13.60 ล้านคน (SME Big Data⁠)

ข้อมูล OECD ยังชี้ว่า SME คิดเป็นประมาณ 99.5% ของกิจการทั้งหมด และสร้างการจ้างงานมากกว่าสองในสามของการจ้างงานรวม แต่การเข้าถึงสินเชื่อยังเป็นปัญหา ทั้งจากความสามารถแข่งขัน หลักประกัน ประวัติทางการเงิน และความเสี่ยงเครดิต (OECD⁠)

นี่หมายความว่า หากต้องการสร้างงานให้ประชาชนจำนวนมาก การพัฒนา SME มิใช่นโยบาย “ข้างเคียง” แต่ควรเป็น นโยบายเศรษฐกิจมหภาคผ่านกลไกจุลภาค

อย่างไรก็ตาม การช่วย SME ไม่ควรมีคำตอบเพียงคำเดียวคือ

“กู้เงิน”

เพราะธุรกิจที่ขาดตลาด ขาดเทคโนโลยี ขาดมาตรฐาน ขาดระบบบัญชี หรือขาดความสามารถในการแข่งขัน ต่อให้ได้รับ Soft Loan ก็อาจเพียงเพิ่มภาระหนี้

นโยบาย SME จึงควรเป็น Package ประกอบด้วย

ทุน
เทคโนโลยี
ตลาด
มาตรฐาน
บัญชี
ข้อมูล
การออกแบบ
Branding
Digitalisation
Mentoring
และการเข้าถึง Supply Chain

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต้องเปลี่ยนจาก

SME Credit Policy

เป็น

SME Productivity Policy


6. ประชาชนในฐานะ Worker: งานต้องเป็นมากกว่าการมีงานทำ

ประเทศไทยมีอัตราว่างงานต่ำมาเป็นเวลานาน แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาตลาดแรงงานหมดไป

ปัญหาที่สำคัญกว่าคือ ผลิตภาพและคุณภาพของงาน

IMF วิเคราะห์ว่าไทยยังมีแรงงานจำนวนมากอยู่ในเกษตรและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ และการเคลื่อนย้ายแรงงานไปสู่ภาคที่มี Productivity สูงขึ้นช้าลง (IMF eLibrary⁠)

ดังนั้นเป้าหมายนโยบายแรงงานไม่ควรเป็นเพียง

Employment

แต่ต้องเป็น

Productive Employment

หรือ

Good Jobs

ซึ่งหมายถึงงานที่มี

ผลิตภาพสูงขึ้น
ค่าตอบแทนเหมาะสม
ทักษะสูงขึ้น
โอกาสก้าวหน้า
ความมั่นคง
และการคุ้มครองทางสังคม

World Bank จึงให้ความสำคัญกับการสร้าง “more and better jobs” และการยกระดับทักษะพื้นฐาน อาชีวศึกษา STEM AI เทคโนโลยี และ lifelong learning เพื่อให้แรงงานไทยเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยค่าแรงต่ำไปสู่การแข่งขันด้วยความรู้และนวัตกรรม (World Bank⁠)


7. จาก Worker ไปสู่ Shareholder: ทำไม “ความเป็นเจ้าของ” จึงสำคัญ

นี่คือส่วนที่นโยบายฐานรากของไทยยังพูดถึงค่อนข้างน้อย

ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับรายได้จากสองแหล่งหลัก คือ

ค่าแรง

และ

รายได้จากการประกอบอาชีพ

แต่ในระบบทุนนิยมสมัยใหม่ รายได้อีกประเภทหนึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งคือ

Income from Ownership

เช่น

กำไร
เงินปันผล
ผลตอบแทนจากสินทรัพย์
ผลตอบแทนจากกิจการ
หรือส่วนแบ่งจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ

หากประชาชนเป็นเพียง Worker แต่ไม่มีสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ความมั่งคั่งที่เกิดจากการเติบโตย่อมกระจุกอยู่กับผู้ที่เป็นเจ้าของทุน

ดังนั้น เศรษฐกิจฐานรากในระยะต่อไปควรทดลองรูปแบบที่ประชาชนสามารถเป็น co-owner ของกิจกรรมเศรษฐกิจที่ตนมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม

เช่น

สหกรณ์ที่มีธรรมาภิบาล

กิจการชุมชนที่สมาชิกถือหุ้นจริง

Social Enterprise

กลไก Revenue Sharing

กองทุนพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่

หรือโมเดลหุ้นส่วนระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน

อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวต้องระมัดระวังอย่างมาก ไม่ควรนำครัวเรือนยากจนไปเสี่ยงกับการลงทุนที่เกินความสามารถในการรับความเสี่ยง การถือหุ้นหรือการลงทุนต้องเป็นไปโดยสมัครใจ โปร่งใส มีข้อมูล มีการกระจายความเสี่ยง และอยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลที่เหมาะสม

เป้าหมายจึงไม่ใช่ “ทำให้คนจนซื้อหุ้น”

แต่คือ

สร้างโครงสร้างที่ทำให้ประชาชนมีสิทธิในผลตอบแทนจากทุนและกิจการที่พวกเขามีส่วนสร้าง


8. ประชาชนในฐานะ Local Investor

Local Investor มีความหมายกว้างกว่าการลงทุนในตลาดทุน

ประชาชนอาจลงทุนด้วย

เงิน
ที่ดิน
แรงงาน
ความรู้
เครือข่าย
ทรัพยากรชุมชน
หรือเวลา

หากพื้นที่หนึ่งกำลังพัฒนาเกษตร การท่องเที่ยว อาหาร พลังงาน หรือบริการใหม่ คนในพื้นที่ไม่ควรถูกจำกัดให้เป็นเพียง “แรงงานรับจ้าง”

แต่ควรได้รับโอกาสมีส่วนร่วมในฐานะ

Supplier
ผู้ประกอบการ
เจ้าของกิจการร่วม
ผู้ให้บริการ
ผู้ถือหน่วยลงทุน
หรือผู้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์

แนวคิดนี้เปลี่ยนเศรษฐกิจพื้นที่จาก

Income Distribution

ไปสู่

Asset Ownership + Income Generation

ซึ่งมีความสำคัญต่อการลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาวมากกว่าการโอนรายได้เพียงอย่างเดียว


9. Mega Project ไม่ใช่ศัตรูของเศรษฐกิจฐานราก

การวิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรกลายเป็นการตั้งคู่ขัดแย้งว่า

Mega Project versus Grassroots Economy

เพราะประเทศไทยจำเป็นต้องมี

โครงสร้างพื้นฐาน
ระบบพลังงาน
รถไฟ
ถนน
ท่าเรือ
Digital Infrastructure
Data Center
AI
Semiconductor
Advanced Manufacturing

BOI รายงานว่าเพียงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท จาก 1,299 โครงการ โดยโครงการที่ได้รับอนุมัติคาดว่าจะสร้างงานประมาณ 82,000 ตำแหน่ง และใช้วัตถุดิบภายในประเทศประมาณ 386,000 ล้านบาทต่อปี (Bank of Thailand⁠)

ตัวเลขเหล่านี้เป็นโอกาสสำคัญของประเทศ

แต่คำถามที่สำคัญกว่ามูลค่าโครงการคือ

เงินลงทุน 1 บาทสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประชาชนไทยกี่บาท?

ต้องถามต่อว่า

Supplier ไทยได้เท่าไร

SME ไทยเข้า Supply Chain ได้กี่ราย

เกิดงานในพื้นที่กี่ตำแหน่ง

ค่าจ้างเพิ่มขึ้นเท่าไร

เกิด Technology Transfer หรือไม่

เกิด R&D ในประเทศไทยเพียงใด

แรงงานท้องถิ่นได้รับการ Upskill หรือไม่

และกำไรหมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจพื้นที่มากน้อยเพียงใด

นี่คือการเปลี่ยนจาก

Investment Quantity

ไปสู่

Investment Quality

และเป็นหัวใจของคำว่า Grow Smarter อย่างแท้จริง


10. Mega Project ต้องเชื่อม Micro Economy

หากโครงการขนาดใหญ่ดำเนินการโดยบริษัทใหญ่ ใช้วัตถุดิบนำเข้า เครื่องจักรนำเข้า ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก และมี Local Procurement ต่ำ ผลกระทบต่อ GDP อาจสูง แต่ Local Economic Multiplier อาจต่ำ

ในทางกลับกัน Mega Project เดียวกันสามารถสร้างผลกระทบฐานรากได้มาก หากออกแบบให้มี

Local Supplier Development

Local Procurement

Local Workforce Development

Technology Transfer

Local Logistics Linkage

SME Incubation

และ Community Benefit Sharing

ดังนั้นนโยบายใหม่ควรเปลี่ยนคำถามจาก

“จังหวัดได้รับโครงการอะไร?”

เป็น

“จังหวัดสามารถเก็บมูลค่าเพิ่มจากโครงการนั้นไว้ได้เท่าไร?”


11. เศรษฐกิจฐานรากต้องเปลี่ยนจาก Project-Based เป็น Economic-System-Based Development

ปัญหาสำคัญของการพัฒนาระดับพื้นที่คือการคิดแบบ “โครงการ”

อบรมหนึ่งโครงการ

จัดงานหนึ่งครั้ง

แจกเครื่องมือหนึ่งชุด

พาไปศึกษาดูงานหนึ่งครั้ง

จัดตลาดหนึ่งงาน

เมื่อสิ้นปีงบประมาณโครงการก็สิ้นสุด

แต่ระบบเศรษฐกิจไม่ทำงานเป็นปีงบประมาณ

ธุรกิจต้องมีตลาดต่อเนื่อง ทุนหมุนเวียน ข้อมูล เทคโนโลยี Logistics การบริหารความเสี่ยง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นรัฐต้องเปลี่ยนจาก

Project Development

เป็น

Economic Ecosystem Development

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะสนับสนุนเกษตรกรปลูกสินค้าแล้วจบ ต้องสร้างระบบตั้งแต่

Production → Aggregation → Processing → Standard → Logistics → Finance → Branding → Market → Data

แทนที่จะช่วย OTOP ไปออกงาน ต้องถามว่า

สินค้ามีกำไรต่อหน่วยเท่าไร

ผลิตได้ตามมาตรฐานหรือไม่

มีกำลังผลิตเพียงพอหรือไม่

มีตลาดซื้อซ้ำหรือไม่

เข้า Modern Trade หรือ Export ได้หรือไม่

มี Brand Equity หรือไม่

และหลังการสนับสนุนสามปี ธุรกิจสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องรอรัฐจัดงานอีกหรือไม่


12. เศรษฐกิจฐานรากควรเป็น Micro-to-Macro Growth Model

แนวคิดการพัฒนาแบบใหม่ควรเริ่มจาก

Household

↓

Producer / Worker

↓

Micro Enterprise

↓

SME / Cooperative / Community Enterprise

↓

Local Cluster

↓

Provincial Value Chain

↓

National Value Chain

↓

Export / Global Value Chain

↓

GDP

และในอีกทิศหนึ่ง

FDI / Mega Project

↓

Technology + Capital

↓

Local Supplier

↓

SME

↓

Jobs + Skills

↓

Wages + Profits

↓

Household Income

↓

Saving + Investment

↓

Local Economic Growth

ความสำเร็จเกิดขึ้นเมื่อสองเส้นนี้เชื่อมเข้าหากัน

นี่คือการเชื่อม Microeconomics กับ Macroeconomics


13. เศรษฐกิจพื้นที่ต้องได้รับความสำคัญมากกว่านโยบายแบบ One-Size-Fits-All

การพัฒนาที่พึ่งนโยบายจากส่วนกลางเหมือนกันทั่วประเทศมีข้อจำกัด เพราะแต่ละพื้นที่มีโครงสร้างทรัพยากร ตลาด แรงงาน วัฒนธรรม สถาบัน และความเสี่ยงแตกต่างกัน

World Bank เสนอให้ไทยสร้าง “Cities of the Future” โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทเมืองรองเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยชี้ว่าการลงทุนควรสอดคล้องกับจุดแข็งทางเศรษฐกิจเฉพาะของแต่ละเมือง ไม่ใช่กระจายโครงการบาง ๆ ไปทุกพื้นที่ (World Bank⁠)

แนวคิดเดียวกันควรขยายจากเมืองลงไปถึงระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และกลุ่มการผลิต

พื้นที่เกษตรควรมี Agricultural Productivity Strategy

พื้นที่ชายแดนควรมี Border Economy Strategy

พื้นที่ท่องเที่ยวควรมี Visitor Economy Strategy

พื้นที่อาหารควรมี Agrifood Value Chain Strategy

พื้นที่หัตถกรรมควรมี Creative Economy Strategy

และทั้งหมดต้องเริ่มจากข้อมูลจริงของประชาชนในพื้นที่


14. ข้อสังเกตและข้อกังวล

ประการแรก: อย่าเปลี่ยนจาก Welfare สุดโต่งไปสู่อีกสุดโต่งหนึ่ง

คำว่า “ประชาชนต้องพึ่งตนเอง” อาจถูกนำไปใช้ผิดความหมาย จนรัฐลดความรับผิดชอบต่อคนเปราะบาง

ประชาชนบางกลุ่มไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการได้ และไม่ควรถูกบังคับให้เป็นผู้ประกอบการ

เด็ก ผู้สูงอายุบางกลุ่ม ผู้พิการ ผู้ป่วย และผู้เผชิญภาวะฉุกเฉินยังจำเป็นต้องได้รับสวัสดิการอย่างเพียงพอ

ดังนั้น

Welfare ≠ ความล้มเหลว

แต่

Welfare without Mobility Pathway = ปัญหา


ประการที่สอง: ไม่ใช่ทุกคนต้องเป็น Entrepreneur

แนวคิดผู้ประกอบการมีประโยชน์ แต่เศรษฐกิจที่ดีต้องมีทั้งผู้ประกอบการและแรงงานคุณภาพ

การผลักทุกคนไปค้าขายอาจสร้างธุรกิจ Micro ที่มี Productivity ต่ำ แข่งขันกันเอง และรายได้ไม่มั่นคง

นโยบายจึงต้องสร้างทั้ง

Better Entrepreneurs

และ

Better Jobs


ประการที่สาม: Soft Loan ไม่ใช่ Productivity

เงินทุนมีความจำเป็น แต่การให้กู้โดยไม่แก้ข้อจำกัดด้านตลาด เทคโนโลยี มาตรฐานและความสามารถบริหาร อาจเพียงเปลี่ยนปัญหา “ขาดทุน” เป็น “มีหนี้”


ประการที่สี่: Local ไม่ได้หมายความว่าต้องเล็ก

กิจการท้องถิ่นควรสามารถ Scale Up ได้

เป้าหมายไม่ควรหยุดที่ “ขายดีในงานประจำจังหวัด”

แต่ต้องสามารถ

ผลิตจำนวนมากขึ้น

มาตรฐานสูงขึ้น

เข้าตลาดประเทศ

เข้าส่งออก

เชื่อม Supply Chain

และสร้าง Brand ของตนเอง


ประการที่ห้า: การถือหุ้นต้องมี Governance

คำว่า Shareholder ฟังดูดี แต่หากโครงสร้างกิจการไม่มีความโปร่งใส การบัญชีอ่อนแอ หรือประชาชนไม่มีสิทธิออกเสียงอย่างแท้จริง “หุ้นประชาชน” อาจกลายเป็นเพียงชื่อ

Ownership Economy จึงต้องมาพร้อม

Transparency

Auditing

Participation

Disclosure

และ Accountability


15. ข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะ

15.1 สร้าง “Productive Welfare Ladder”

ผู้ได้รับสวัสดิการที่ยังอยู่ในวัยทำงานและมีศักยภาพควรเข้าถึงเส้นทางต่อเนื่อง

Welfare → Skills → Productive Capital → Employment/Enterprise → Market → Saving → Asset Ownership

มิใช่ตัดสวัสดิการทันทีเมื่อเริ่มมีรายได้ แต่ควรออกแบบช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อไม่ให้เกิด Welfare Cliff


15.2 เปลี่ยน KPI จาก “จำนวนคนได้รับ” เป็น “ชีวิตดีขึ้นเท่าไร”

ทุกโครงการฐานรากควรวัดผลอย่างน้อยหลัง 6, 12 และ 24 เดือน

ไม่ใช่เพียง

อบรมกี่คน

ปล่อยกู้กี่ราย

จัดงานกี่ครั้ง

แต่ต้องวัด

รายได้สุทธิเพิ่มเท่าไร

ผลิตภาพเพิ่มเท่าไร

เกิดงานใหม่กี่งาน

ธุรกิจยังอยู่รอดกี่เปอร์เซ็นต์

หนี้ลดหรือเพิ่ม

การออมเพิ่มหรือไม่

และมูลค่าเพิ่มที่อยู่ในพื้นที่เพิ่มขึ้นเท่าไร


15.3 สร้าง Household Economic Dashboard

ประเทศไทยควรมีฐานข้อมูลเศรษฐกิจครัวเรือนเชิงพื้นที่ที่บูรณาการ

รายได้

หนี้

การจ้างงาน

อาชีพ

ทักษะ

สินทรัพย์

สวัสดิการ

ต้นทุนชีวิต

และความเปราะบาง

เพื่อให้นโยบายออกแบบจากปัญหาจริง มิใช่จากค่าเฉลี่ยระดับประเทศ


15.4 สร้าง Local Jobs KPI

จังหวัดและหน่วยงานพัฒนาพื้นที่ควรมี KPI เรื่อง

Net New Local Jobs

Average Local Wage

Labor Productivity

และ

Local Enterprise Survival

ไม่ใช่เพียงจำนวนโครงการและอัตราเบิกจ่ายงบประมาณ


15.5 เปลี่ยนกองทุนหมู่บ้านจาก Credit Platform ไปสู่ Local Development Finance

กองทุนชุมชนควรพัฒนาจากบทบาทให้กู้ไปสู่ระบบสนับสนุนธุรกิจที่มี

ข้อมูล

บัญชี

Mentoring

ตลาด

การประเมินโครงการ

และระบบติดตามผล

เงินต้องไม่เพียง “ปล่อยออก”

แต่ต้องสามารถตอบได้ว่า

ทุนหนึ่งบาทสร้างรายได้ใหม่กี่บาท


15.6 สร้าง Local Value Chain Fund

แทนที่จะอุดหนุนผู้ผลิตรายบุคคลจำนวนมาก ควรลงทุนในโครงสร้างร่วม เช่น

เครื่องจักร

โรงคัดแยก

ห้องเย็น

ศูนย์แปรรูป

มาตรฐาน

Packaging

Digital Platform

Logistics

และข้อมูลตลาด

ซึ่งสามารถเพิ่ม Productivity ของผู้ผลิตทั้งกลุ่ม


15.7 ผูก Mega Project กับ Local Economic Content

โครงการลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐควรมีตัวชี้วัดด้าน

Local Procurement

Thai SME Supplier

Local Employment

Skills Transfer

Technology Transfer

R&D

และ Domestic Value Added

ควบคู่กับมูลค่าเงินลงทุน

เพื่อให้ FDI และ Mega Project เป็นเครื่องยนต์ยกระดับฐานราก มิใช่เกาะเศรษฐกิจที่แยกออกจากพื้นที่


15.8 สร้าง Local Ownership Mechanism

ในกิจกรรมที่เหมาะสมควรเปิดช่องให้ประชาชนมีส่วนในผลตอบแทนระยะยาว ผ่านกลไกที่มีการกำกับดูแล เช่น

สหกรณ์

Community Enterprise

Social Enterprise

Revenue Sharing

Co-investment Fund

หรือ Community Development Fund

โดยยึดหลักสมัครใจ โปร่งใส และไม่ผลักความเสี่ยงเกินสมควรให้ครัวเรือนรายได้น้อย


15.9 เปลี่ยน OTOP จาก Event Economy เป็น Enterprise Economy

เป้าหมาย OTOP ไม่ควรเป็นจำนวนบูธหรือยอดขายในงานเท่านั้น แต่ต้องมุ่ง

Product Development

Standard

Cost Management

Branding

Digital Marketing

Repeat Customers

Export Readiness

และ Business Scalability

OTOP ที่ประสบความสำเร็จควรค่อย ๆ ลดการพึ่งการจัดงานของรัฐลง


15.10 ใช้งบประมาณแบบ Area-Based Productivity Budget

จังหวัดควรได้รับพื้นที่ทางนโยบายในการจัดชุดการลงทุนที่ตรงกับศักยภาพของตน แทนการรับโครงการจากกระทรวงหลายสิบหน่วยที่แยกส่วน

กรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เริ่มให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ การสร้างโอกาสอย่างทั่วถึง และการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ซึ่งเป็นทิศทางที่ควรเร่งผลักดันต่อไป (14th Plan⁠)


16. จาก “GDP Growth” ไปสู่ “People-Owned Growth”

หากประเทศไทยต้องการ Grow Smarter จริง การเติบโตไม่ควรถูกวัดเพียงว่า GDP เพิ่มเท่าไร หรือมี FDI กี่ล้านล้านบาท

ควรถามพร้อมกันว่า

ผลิตภาพแรงงานเพิ่มหรือไม่

Real Wage เพิ่มหรือไม่

SME แข็งแรงขึ้นหรือไม่

รายได้ครัวเรือนเพิ่มหรือไม่

หนี้ครัวเรือนลดลงด้วยเหตุจากรายได้ดีขึ้นหรือเพราะสินเชื่อหดตัว

Local Value Added เพิ่มหรือไม่

ความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ลดลงหรือไม่

และประชาชนมีสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจเพิ่มหรือไม่

เพราะประเทศอาจมี GDP สูงขึ้น แต่หากสินทรัพย์และกำไรส่วนใหญ่กระจุกอยู่กับคนจำนวนน้อย ความมั่งคั่งของประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่เพิ่มตาม

ดังนั้น Inclusive Growth ที่ลึกกว่าการ “กระจายรายได้” คือ

การกระจายความสามารถในการผลิต โอกาสทางธุรกิจ และความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ


สรุป

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง Welfare กับ Productivity ระหว่าง Mega Project กับ Grassroots Economy หรือระหว่าง FDI กับ SME

สิ่งที่ต้องทำคือ เชื่อมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน

Welfare ต้องเป็นฐานรองรับชีวิต

แต่ต้องมีบันไดขึ้นสู่ Economic Inclusion

เงินทุนต้องช่วยสร้าง Production

Production ต้องนำไปสู่ Productivity

Productivity ต้องนำไปสู่ Income

Income ต้องนำไปสู่ Saving และ Asset Formation

และในที่สุดประชาชนต้องมีโอกาสเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของความมั่งคั่งที่ตนเองมีส่วนสร้าง

โมเดลใหม่จึงควรเปลี่ยนจาก

ประชาชน = Beneficiary

ไปสู่

ประชาชน = Economic Actor

ซึ่งประกอบด้วย

Producer + Entrepreneur + Worker + Shareholder + Local Investor

ภารกิจของรัฐจึงไม่ใช่เพียง “นำเงินลงไปช่วยฐานราก” แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทำให้ฐานราก ผลิตได้ แข่งขันได้ เชื่อมตลาดได้ มีงานทำ มีรายได้ มีสินทรัพย์ และมีส่วนเป็นเจ้าของเศรษฐกิจ

หัวใจของการปฏิรูปจึงอาจสรุปได้ว่า

รัฐไม่ควรเลิกช่วยประชาชน แต่ต้องช่วยในวิธีที่ทำให้ประชาชนมีอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่ต้องรอความช่วยเหลือแบบเดิมตลอดไป

และในที่สุด “เศรษฐกิจฐานราก” ไม่ควรถูกมองเป็นปลายทางที่รอรับเม็ดเงินจากเศรษฐกิจส่วนบน

แต่ต้องได้รับการยอมรับว่าเป็น

หนึ่งในต้นทางของการผลิต การจ้างงาน การลงทุน นวัตกรรม และความมั่งคั่งของประเทศ

เมื่อประชาชนเป็นทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ แรงงาน ผู้ถือผลประโยชน์ และผู้ลงทุนในระบบเศรษฐกิจของตนเอง การเติบโตจึงจะมิใช่เพียงตัวเลขของประเทศ แต่กลายเป็น การเติบโตที่ประชาชนมีส่วนสร้าง มีส่วนได้ และมีส่วนเป็นเจ้าของ

นี่ต่างหากคือความหมายที่ลึกที่สุดของ Inclusive Growth และ Grow Smarter


🔍 แหล่งข้อมูลอ้างอิง

บทวิเคราะห์ใช้ข้อมูลสถานการณ์และนโยบายล่าสุดถึงเดือนตุลาคม 2569 โดยให้น้ำหนักกับเอกสารจาก IMF, World Bank, OECD, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, BOI, สภาพัฒน์ และเอกสารนโยบายรัฐบาล

IMF ระบุว่าจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของไทย ได้แก่ การลงทุนต่ำ ผลิตภาพเพิ่มช้า สังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง และการเคลื่อนแรงงานจากกิจกรรมผลิตภาพต่ำไปสู่กิจกรรมผลิตภาพสูงที่ชะลอตัว (IMF eLibrary⁠)

World Bank เสนอให้ประเทศไทยสร้างเครื่องยนต์ใหม่ผ่านอุตสาหกรรม ธุรกิจ แรงงาน และเมือง โดยเพิ่ม Technology Adoption, Innovation, Skills, Domestic Value Added และ SME Dynamism (World Bank⁠)

ข้อมูล สสว. ระบุว่าปี 2568 ไทยมี SME ประมาณ 3.284 ล้านราย และจ้างงานประมาณ 13.60 ล้านคน (SME Big Data⁠) ขณะที่ OECD ยืนยันบทบาทสำคัญของ SME ต่อการจ้างงานและชี้ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเงินทุนและความสามารถแข่งขัน (OECD⁠)

คำแถลงนโยบายรัฐบาลปี 2569 ระบุการสร้างงาน การสนับสนุน SME วิสาหกิจชุมชน เทคโนโลยี และการกระจายอำนาจด้านเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่น (SPM Thai Government⁠)

แนวคิด Economic Inclusion ของ World Bank แสดงให้เห็นว่าการผสมผสานสวัสดิการกับทักษะ ทุนธุรกิจ การให้คำปรึกษา บริการทางการเงินและตลาดสามารถสร้างเส้นทางออกจากความยากจนได้ดีกว่าการช่วยเหลือมิติเดียว (World Bank⁠)


📚 บรรณานุกรม

Arévalo-Sánchez, I., Heisey, J., Chaudhary, S., Clay, T., Strokova, V., Dutta, P. V., & Andrews, C. (2024). The state of economic inclusion report 2024: Pathways to scale. World Bank.

Bank of Thailand. (2026). Banking sector quarterly brief in the second quarter of 2026. Bank of Thailand.

International Monetary Fund. (2026). Thailand: 2025 Article IV consultation—Press release; staff report; and statement by the executive director for Thailand (IMF Country Report No. 26/041). International Monetary Fund. DOI: 10.5089/9798229037716.002.

Office of Small and Medium Enterprises Promotion. (2026). SME Big Data Dashboard. OSMEP. (SME Big Data⁠)

Organisation for Economic Co-operation and Development. (2026). Financing SMEs and entrepreneurs 2026: An OECD scoreboard. OECD Publishing. DOI: 10.1787/075d8058-en. (OECD⁠)

Secretariat of the Prime Minister. (2026). Policy statement of the Council of Ministers delivered to the National Assembly, 9 April 2026. Government of Thailand. (SPM Thai Government⁠)

Thailand Board of Investment. (2026). Thailand’s first-half investment applications reach 1.47 trillion baht. Thailand Board of Investment. (Bank of Thailand⁠)

World Bank. (2026a). Building Thailand’s future today. World Bank Group. (World Bank⁠)

World Bank. (2026b). Thailand cities of the future: Urban foundations for a high-income economy. World Bank Group. (World Bank⁠)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น