วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2569

โจทย์ใหญ่เรื่องธรรมาภิบาลรัฐไทย

 7 ปมร้อน สะท้อนรัฐไทย: จากการสอบราชการถึงการเลือกตั้ง กับโจทย์ใหญ่เรื่องธรรมาภิบาล

Seven Hot Issues Reflecting the Thai State: From Civil Service Examinations to Elections and the Larger Challenge of Good Governance

บทนำ

“คนไทยลืมกันหรือยัง?” อาจเป็นคำถามที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อข่าวอื้อฉาวเรื่องหนึ่งถูกแทนที่ด้วยข่าวอื้อฉาวเรื่องใหม่ การสอบทุจริตถูกกลบด้วยเรื่องสินบน เรื่องสินบนถูกกลบด้วยน้ำท่วม น้ำท่วมถูกกลบด้วยข้อพิพาทที่ดิน งบประมาณก้อนใหญ่ การเลือกตั้ง และการโยกย้ายข้าราชการ จนท้ายที่สุดสังคมอาจจำชื่อเหตุการณ์ได้ แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าเรื่องนั้น “จบอย่างไร” ใครรับผิดชอบ ระบบใดได้รับการแก้ไข และปัญหาเดิมจะเกิดซ้ำอีกหรือไม่

ในทางรัฐประศาสนศาสตร์ ปัญหาดังกล่าวสำคัญกว่าคำถามว่า “ใครโกง” เพราะภารกิจของการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์มิใช่เพียงติดตามความผิดรายบุคคล แต่ต้องมองลงไปถึง โครงสร้าง สถาบัน กระบวนการใช้อำนาจ และกลไกความรับผิดรับชอบของรัฐ

หากพิจารณา 7 ปมที่กำลังเป็นข้อถกเถียงในสังคม ได้แก่ การสอบนายอำเภอและการสอบท้องถิ่น กรณีสินบน 40 ล้านบาทและโครงการ TH-AI Passport ปัญหาน้ำท่วม ข้อพิพาทเขากระโดง งบประมาณ MotoGP การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ตลอดจนการโยกย้ายข้าราชการ จะพบว่าแม้รายละเอียดต่างกัน แต่ทั้งหมดเชื่อมโยงกับคำถามพื้นฐานเดียวกัน คือ

รัฐไทยสามารถใช้อำนาจสาธารณะอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม มีประสิทธิผล และรับผิดชอบต่อประชาชนได้มากเพียงใด

Bovens (2007) อธิบายว่า accountability มิได้หมายถึงเพียงการเปิดเผยข้อมูล แต่หมายถึงความสัมพันธ์ที่ผู้ใช้อำนาจต้องอธิบายและให้เหตุผลต่อผู้ตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบสามารถตั้งคำถาม วินิจฉัย และทำให้เกิดผลตามมาได้ ดังนั้น หากผู้บริหารแถลงข่าวหรือหน่วยงานเผยแพร่ข้อมูลจำนวนมาก แต่ไม่มีใครต้องตอบคำถาม ไม่มีการวินิจฉัย หรือไม่มีผลเมื่อพบความผิด ระบบดังกล่าวก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่ามีความรับผิดรับชอบที่สมบูรณ์ (DOI)

สอดคล้องกับแนวทางของ OECD ที่มอง “ความซื่อตรงของภาครัฐ” หรือ public integrity ว่าต้องสร้างพร้อมกันสามด้าน คือ ระบบที่มีความเชื่อมโยงกัน วัฒนธรรมความซื่อตรง และระบบความโปร่งใสกับความรับผิดรับชอบ ไม่ใช่พึ่งแต่การออกกฎหมายเพิ่มหรือรอจับผู้กระทำผิดปลายทางเท่านั้น (legalinstruments.oecd.org)

บทความนี้จึงไม่ได้ตั้งต้นด้วยข้อสรุปว่าทั้ง 7 เรื่องคือ “การโกง” เพราะบางกรณีมีหลักฐานความผิดปกติชัดเจนแล้ว บางกรณีเข้าสู่กระบวนการไต่สวนหรือศาล และบางกรณียังเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่ต้องพิสูจน์ แต่จะใช้ทั้ง 7 กรณีเป็นกระจกสะท้อนคุณภาพการบริหารรัฐไทยในมิติ Transparency, Accountability, Rule of Law, Merit System, Public Value และ Public Trust

คำสำคัญ

ธรรมาภิบาล, ความรับผิดรับชอบ, ความโปร่งใส, ระบบคุณธรรม, หลักนิติธรรม, คุณค่าสาธารณะ, การทุจริตภาครัฐ, การบริหารราชการ, ความไว้วางใจต่อรัฐ


1. การสอบราชการ: เมื่อ “ประตูเข้าสู่รัฐ” ต้องตั้งอยู่บนระบบคุณธรรม

การสอบเข้าหรือคัดเลือกบุคลากรภาครัฐเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อรัฐประศาสนศาสตร์ เพราะเป็น “ประตูแรก” ของระบบราชการ หากประตูนี้ไม่ตั้งอยู่บนความสามารถ ความเสมอภาค และระบบคุณธรรม ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่การมีผู้สอบคนหนึ่งได้ตำแหน่งโดยไม่เหมาะสม แต่สามารถขยายเป็นปัญหาระยะยาวตลอดอายุราชการของบุคคลนั้น

กรณีการสอบแข่งขันข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นประจำปี 2568 เป็นตัวอย่างที่มีข้อเท็จจริงรองรับค่อนข้างชัด เมื่อการตรวจสอบพบผู้มีคะแนนถูกแก้ไขจำนวน 5,925 ราย จากผู้เข้าสอบจริง 279,949 ราย โดยในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 มีผู้ที่สอบไม่ผ่านตามเกณฑ์แต่ถูกแก้คะแนนจนผ่านกว่า 5,000 ราย และมีผู้ได้รับการบรรจุไปแล้วจำนวนมาก จนนำไปสู่กระบวนการยกเลิกบัญชี เรียงลำดับคะแนนใหม่ และเพิกถอนการบรรจุผู้มีคะแนนผิดปกติหลายพันราย (Thai PBS)

ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียง “ข่าวลือเรื่องโกงสอบ” แต่สะท้อนช่องโหว่เชิงระบบอย่างน้อยสี่ประการ

ประการแรก คือ ความมั่นคงของข้อมูล หากคะแนนสามารถเปลี่ยนระหว่างกระดาษคำตอบ ไฟล์ภาพ และไฟล์ประมวลผลได้ ระบบสอบภาครัฐจำเป็นต้องมี audit trail ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกขั้นตอน

ประการที่สอง คือ การแบ่งแยกหน้าที่ ผู้รับข้อสอบ ผู้สแกน ผู้ตรวจคะแนน ผู้ประมวลผล และผู้ประกาศผลไม่ควรอยู่ในโครงสร้างที่บุคคลหรือกลุ่มเดียวสามารถควบคุมทั้งหมด

ประการที่สาม คือ ความรับผิดชอบของผู้จัดสอบและผู้กำกับสัญญา เพราะการดำเนินคดีเฉพาะผู้ซื้อผลสอบโดยไม่ตรวจถึงผู้ที่ออกแบบระบบ ผู้เข้าถึงข้อมูล ผู้รับผลประโยชน์ และผู้มีหน้าที่ควบคุม ย่อมไม่เพียงพอต่อการปฏิรูประบบ

ประการที่สี่ คือความเสียหายต่อผู้สอบโดยสุจริต คนที่ควรได้รับการบรรจุอาจเสียเวลา รายได้ และโอกาสในชีวิตเพราะถูกเบียดออกจากลำดับโดยคะแนนที่ถูกแก้ไข

ตรงกันข้าม กรณีการสอบคัดเลือกเข้าอบรมหลักสูตรนายอำเภอปี 2568 ซึ่งมีการกล่าวหาว่ามีการเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบรายละประมาณ 3 ล้านบาท ยังมีสถานะที่แตกต่างกัน มีผู้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและ ป.ป.ช.ตรวจสอบจริง แต่กรมการปกครองชี้แจงเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ว่า การตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่เรียกรับเงินหรือผลประโยชน์ (Thai PBS)

ดังนั้น การใช้คำว่า “โกงสอบนายอำเภอ” ในฐานะข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วจึงยังไม่เหมาะสม สิ่งที่กล่าวได้อย่างถูกต้องคือ มีข้อกล่าวหาร้ายแรงที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างอิสระ โปร่งใส และรวดเร็ว

บทเรียนสำคัญของทั้งสองกรณีคือ ระบบคุณธรรมไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการมีข้อสอบมาตรฐาน แต่ต้องมี Merit System Integrity ตั้งแต่การออกข้อสอบจนถึงการแต่งตั้งผู้สอบได้


2. “สินบน 40 ล้าน” และ TH-AI Passport: ปัญหาความน่าเชื่อถือกับความคุ้มค่าของนโยบายดิจิทัล

กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเคยกล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ว่ามีผู้ติดต่อผ่านบุคคลที่รู้จักเสนอเงินเดือนละ 40 ล้านบาทเพื่อแลกกับการไม่ปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ หรือเว็บไซต์ผิดกฎหมาย เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง เพราะหากเป็นจริงจะสะท้อนความพยายามของธุรกิจผิดกฎหมายในการแทรกแซงอำนาจรัฐ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 รัฐมนตรีคนเดิมชี้แจงว่าไม่แน่ใจว่าบุคคลที่เสนอเงินดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่ และกล่าวว่าข้อมูลเดิมมาจากการส่งต่อข้อมูลของพลเมืองดี ก่อนส่งเรื่องให้หน่วยงานตรวจสอบ เหตุการณ์นี้ทำให้ประเด็นไม่ได้มีเพียงว่า “มีสินบนหรือไม่” แต่รวมถึงคำถามเรื่อง ความรับผิดชอบต่อคำแถลงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ด้วย (Thai PBS)

หากข้อกล่าวหาเป็นจริง รัฐต้องสามารถนำผู้เสนอสินบนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากยังพิสูจน์ไม่ได้ รัฐก็ต้องอธิบายว่าเหตุใดคำกล่าวร้ายแรงระดับนี้จึงถูกนำเสนอต่อรัฐสภาโดยข้อมูลที่ภายหลังยังไม่สามารถยืนยันได้

ในรัฐประศาสนศาสตร์ คำพูดของผู้บริหารระดับสูงไม่ใช่เพียงการสื่อสารทางการเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งของ institutional credibility เพราะสิ่งที่รัฐมนตรีกล่าวสามารถนำไปสู่การสืบสวน การใช้ทรัพยากรรัฐ และความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานรัฐ

อีกประเด็นหนึ่งคือโครงการ TH-AI Passport วงเงินประมาณ 1,621 ล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI และยกระดับทักษะดิจิทัล โครงการได้รับทั้งเสียงสนับสนุนและข้อสงสัยเรื่อง TOR การจัดซื้อจัดจ้าง ความคุ้มค่า ตลอดจนการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล โดยกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกสเปกหรือเอื้อประโยชน์เอกชนยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ และไม่ควรถูกสรุปว่าเป็นการทุจริตก่อนมีผลไต่สวน (Thai PBS)

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลฯ ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ระบุว่าหลังดำเนินโครงการประมาณหนึ่งเดือน มีผู้ลงทะเบียนราว 1.57 ล้านคน ผู้ใช้งานจริงกว่า 700,000 ราย และการเข้าเรียนบทเรียนหรือคลิปความรู้รวมมากกว่า 3 ล้านครั้ง แสดงให้เห็นว่าโครงการมีการใช้งานจริงในระดับหนึ่ง (MDES)

แต่สำหรับนักรัฐประศาสนศาสตร์ คำถามไม่ควรจบที่ “คนสมัครกี่คน” เพราะจำนวน registration เป็นเพียง output

สิ่งที่ควรวัดคือ outcome ได้แก่ ประชาชนมีสมรรถนะ AI เพิ่มขึ้นหรือไม่ คนที่เข้าใช้ AI สามารถเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือสร้างธุรกิจใหม่ได้เท่าใด กลุ่มรายได้น้อยและผู้สูงอายุเข้าถึงได้จริงหรือไม่ และต้นทุนต่อผู้ใช้งานที่เกิดผลลัพธ์จริงเป็นเท่าใด

นอกจากนี้ยังมีคำถามเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลว่า ข้อมูลการสนทนา ไฟล์ที่ประชาชนอัปโหลด และข้อมูลยืนยันตัวตนถูกจัดเก็บ ประมวลผล หรือส่งต่ออย่างไร ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ digital governance ที่ต้องให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าการจัดซื้อเทคโนโลยี (TCC)

ดังนั้น คำถามที่มีประโยชน์มากกว่า “AI ห่วยหรือไม่” คือ

TH-AI Passport สร้าง Public Value ต่อประชาชนคุ้มกับเงินสาธารณะหรือไม่ และพิสูจน์อย่างไร


3. น้ำท่วม: จาก “ภัยธรรมชาติ” สู่บททดสอบขีดความสามารถของรัฐ

น้ำท่วมเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวังในการวิเคราะห์ เพราะไม่ควรกล่าวว่าการเกิดน้ำท่วมทุกครั้งเป็นความผิดของรัฐบาล ภัยธรรมชาติขึ้นอยู่กับปริมาณฝน สภาพภูมิอากาศ น้ำเหนือ ภูมิประเทศ และปัจจัยอื่นจำนวนมาก

แต่รัฐต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่รัฐสามารถจัดการได้

ข้อมูลล่าสุดที่รายงานจาก ปภ. ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ระบุว่ายังมีสถานการณ์อุทกภัยใน 20 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 99 อำเภอ 807 ตำบล 6,071 หมู่บ้าน กระทบราว 905,233 ครัวเรือน หรือประมาณ 2.45 ล้านคน แม้สถานการณ์โดยรวมเริ่มทรงตัวหรือลดลงก็ตาม (bangkokbiznews)

คำถามเชิงรัฐประศาสนศาสตร์จึงไม่ใช่เพียงว่า “ฝนตกมากแค่ไหน” แต่ต้องถามต่อว่า

ระบบเตือนภัยแจ้งประชาชนล่วงหน้าเพียงพอหรือไม่ การบริหารน้ำระหว่างจังหวัดและลุ่มน้ำบูรณาการหรือไม่ ระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานมีประสิทธิภาพหรือไม่ ประชาชนกลุ่มเปราะบางได้รับการช่วยเหลือเร็วเพียงใด และพื้นที่ที่น้ำท่วมซ้ำซากได้รับการแก้ไขเชิงโครงสร้างหรือยัง

การประเมินรัฐบาลด้วยจำนวนถุงยังชีพหรือจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่จึงไม่เพียงพอ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็น output

ตัวชี้วัดที่เหมาะสมควรรวมถึง เวลาเตือนภัยล่วงหน้า จำนวนครัวเรือนที่ลดความเสียหายได้ ระยะเวลาระบายน้ำ มูลค่าความเสียหายต่อเหตุการณ์ ความเร็วในการเยียวยา และอัตราการลดพื้นที่น้ำท่วมซ้ำ

นี่คือการเปลี่ยนจาก Disaster Response ไปสู่ Disaster Risk Governance

รัฐที่มีสมรรถนะไม่ได้วัดจากความสามารถในการปรากฏตัวหลังเกิดภัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลดโอกาสที่ประชาชนจะเสียหายตั้งแต่ก่อนเกิดภัย


4. เขากระโดง: หลักนิติธรรม การจัดการทรัพย์สินสาธารณะ และปัญหา “รัฐหลายหน่วยงาน”

กรณีที่ดินเขากระโดงสะท้อนปัญหาการบริหารรัฐอีกลักษณะหนึ่ง คือเมื่อหลายหน่วยงานถือข้อมูล กฎหมาย และอำนาจคนละส่วน การแสวงหาคำตอบอาจใช้เวลายาวนานและเปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความทางการเมือง

กรมที่ดินเคยชี้แจงว่า การดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารสิทธิในพื้นที่ต้องพิจารณาตามผลคำพิพากษาและหลักฐานเป็นรายกรณี และไม่เห็นว่าสามารถเพิกถอนเอกสารสิทธิ 995 แปลงทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ขณะที่ข้อพิพาทระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ถือครองที่ดิน และหน่วยงานอื่นยังดำเนินต่อไป (Thai PBS)

อีกชั้นหนึ่งคือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับลำรางและทางสาธารณะ

DSI เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ว่ามีผู้ยื่นคำร้องให้ตรวจสอบพื้นที่ 20 จุด ผู้ครอบครองหรือบุคคลและนิติบุคคล 33 ราย รวมประมาณ 245 ไร่ โดยมีข้อกล่าวหาเรื่องการถมทางสาธารณะและลำรางสาธารณประโยชน์ รวมถึงการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างเชิงธุรกิจ อย่างไรก็ตาม DSI ระบุว่าต้องตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนพิจารณาว่าจะดำเนินการในฐานะคดีพิเศษหรือไม่ (Department of Special Investigation)

ล่าสุดวันที่ 9 ตุลาคม 2569 DSI ยังรับเรื่องติดตามเอกสารเกี่ยวกับโฉนดและระวางที่ดินในกรณีลำราง–ทางเดินสาธารณะ และระบุว่าจะประมวลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเสนอผู้มีอำนาจพิจารณาต่อไป (Department of Special Investigation)

ดังนั้น สิ่งที่พิสูจน์ได้ในปัจจุบันคือ มีข้อพิพาทและข้อร้องเรียนที่หน่วยงานรัฐกำลังตรวจสอบ ไม่ใช่การพิสูจน์แล้วว่าบุคคลทุกคนที่ถูกกล่าวหาบุกรุกที่สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม จากมุมรัฐประศาสนศาสตร์ กรณีนี้ชี้ให้เห็นปัญหา fragmented governance

การรถไฟมีข้อมูลชุดหนึ่ง กรมที่ดินมีข้อมูลอีกชุดหนึ่ง จังหวัดและท้องถิ่นอาจมีแผนที่สาธารณประโยชน์อีกชุดหนึ่ง ขณะที่ DSI ศาล และหน่วยงานตรวจสอบเข้ามาดำเนินการภายหลัง

วิธีลดข้อพิพาทในอนาคตคือจัดทำ Public Digital Cadastral System ซึ่งซ้อนข้อมูลโฉนด ระวาง ภาพถ่ายทางอากาศ ทางสาธารณะ ลำราง ที่ดินรัฐ และคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องไว้ในระบบเดียว โดยเปิดเผยส่วนที่ไม่กระทบข้อมูลส่วนบุคคลให้สาธารณชนตรวจสอบได้

หลักนิติธรรมจะเข้มแข็งเมื่อกฎหมายเดียวกันใช้กับทุกคน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีอำนาจทางเศรษฐกิจหรือการเมืองมากเพียงใด และการบังคับใช้กฎหมายสามารถอธิบายได้ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลใดกำลังมีอำนาจ


5. MotoGP เกือบ 4,000 ล้านบาท: “คุ้มค่า” ไม่เท่ากับ “ไม่ทุจริต” และ “ไม่ทุจริต” ก็ไม่เท่ากับ “คุ้มค่า”

กรณี MotoGP เป็นตัวอย่างที่ดีว่าการตรวจสอบนโยบายสาธารณะไม่ควรลดเหลือเพียงคำถามว่า “มีการโกงหรือไม่”

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ MotoGP ช่วงปี 2570–2574 เป็นเวลา 5 ปี ด้วยกรอบการสนับสนุนงบประมาณประมาณ 3,997.86 ล้านบาท โดยประมาณการค่าใช้จ่ายรวม 4,697.86 ล้านบาท และรายรับประมาณ 700 ล้านบาท ทั้งนี้หน่วยงานรัฐให้เหตุผลว่าการจัดการแข่งขันที่ผ่านมาในช่วงปี 2561–2568 สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 24,927 ล้านบาท ขณะที่สำนักงบประมาณเองก็มีข้อสังเกตเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความจำเป็นต้องคำนึงถึงความประหยัด ความโปร่งใส และความคุ้มค่า (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)

จึงมีข้อเท็จจริงสำคัญสองด้านที่ต้องวางคู่กัน

ด้านหนึ่ง MotoGP สามารถเป็นเครื่องมือ Sports Tourism ดึงนักท่องเที่ยว สร้างรายได้แก่โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และธุรกิจในพื้นที่ รวมถึงเพิ่มภาพลักษณ์ประเทศไทยในตลาดกีฬาระหว่างประเทศ

แต่อีกด้านหนึ่ง เงินประมาณ 4,000 ล้านบาทคือทรัพยากรสาธารณะซึ่งมี opportunity cost เพราะสามารถใช้กับสาธารณสุข การศึกษา ระบบน้ำ การช่วยเหลือเกษตรกร หรือโครงสร้างพื้นฐานประเภทอื่นได้

ที่สำคัญ คำว่า “มูลค่าทางเศรษฐกิจ 24,927 ล้านบาท” ไม่ได้หมายความว่ารัฐได้รับเงินกลับเข้าคลังจำนวนดังกล่าว

Economic impact, tourism spending, fiscal return และ public return เป็นคนละตัวชี้วัด

ดังนั้น การตรวจสอบที่เป็นธรรมควรถามว่า หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว การจัดงานเพิ่มรายได้สุทธิแก่ประเทศเท่าใด รายได้กระจุกตัวหรือกระจายสู่ประชาชนมากน้อยเพียงใด รัฐเก็บภาษีเพิ่มได้เท่าใด มีงานถาวรเกิดขึ้นหรือเป็นเพียงงานระยะสั้น และหากลงทุนเงินจำนวนเดียวกันในโครงการอื่น ผลตอบแทนต่อประชาชนจะสูงกว่าหรือไม่

นี่คือหลัก Value for Money และ Public Value

Moore (1995) เสนอว่า การบริหารภาครัฐไม่ควรวัดเพียงการทำโครงการให้เสร็จ แต่ต้องถามว่าทรัพยากรและอำนาจที่รัฐได้รับมอบหมายสามารถสร้างคุณค่าที่ประชาชนยอมรับได้จริงหรือไม่


6. การเลือกตั้ง สส. และการเลือก สว.: ความชอบธรรมของรัฐเริ่มต้นจากความน่าเชื่อถือของกติกา

การเลือกตั้งเป็นกลไกพื้นฐานที่สุดของการสร้างความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย หากประชาชนไม่เชื่อว่าการแข่งขันเป็นธรรม ความเสียหายย่อมไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่กระทบความชอบธรรมของสถาบันการเมืองทั้งหมด

สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบทั้งข้อร้องเรียนและเหตุการณ์ผิดปกติหลายกรณี ในวันเลือกตั้งมีการจับกุมบุคคลต้องสงสัยเกี่ยวกับการซื้อเสียงในหลายจังหวัด พร้อมเงินสดและบัญชีรายชื่อในบางกรณี ส่วนภายหลังการเลือกตั้ง กกต.เปิดเผยว่ามีเรื่องร้องเรียน 113 เรื่องและเข้าสู่การไต่สวนหลายสิบคดี (Thai PBS)

แต่ข้อร้องเรียน 113 เรื่องไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้งทั้งหมด 500 ที่นั่งถูกพิสูจน์แล้วว่า “โกง”

ต้องแยกอย่างชัดเจนระหว่าง

ข้อร้องเรียน — การไต่สวน — การพบมูล — คำวินิจฉัย — คำพิพากษาถึงที่สุด

การเหมารวมว่าการเลือกตั้งทั้งประเทศทุจริตจากความผิดปกติบางพื้นที่เป็นข้อสรุปเกินหลักฐาน เช่นเดียวกับการปฏิเสธว่าระบบไม่มีปัญหาเพียงเพราะผลเลือกตั้งส่วนใหญ่ได้รับการรับรองก็ไม่เพียงพอ

กรณีการเลือก สว.มีพัฒนาการที่แตกต่างออกไป เพราะวันที่ 14 กันยายน 2569 กกต.มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้อง 77 ราย ประกอบด้วย สว.ในขณะถูกกล่าวหา 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย (The Active)

นี่หมายความว่าคดีผ่านการไต่สวนของ กกต.ไปถึงระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่หมายความว่าทั้ง 77 รายเป็นผู้กระทำผิดถึงที่สุด เพราะอำนาจวินิจฉัยยังอยู่ในกระบวนการศาล

หลักสำคัญคือ Accountability ต้องมาควบคู่กับ Due Process

รัฐต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง แต่ต้องไม่ลงโทษทางสังคมแทนศาล

ข้อกังวลอีกด้านคือ “เวลา” เพราะคดีเลือกตั้งที่ใช้เวลาหลายปีอาจทำให้บุคคลดำรงตำแหน่งและใช้อำนาจสาธารณะไปเกือบครบวาระก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยสุดท้าย ต่อให้ท้ายที่สุดมีการลงโทษ ความเสียหายทางประชาธิปไตยบางส่วนก็ไม่สามารถย้อนคืนได้

ประสิทธิภาพของความยุติธรรมทางการเลือกตั้งจึงไม่ได้วัดเพียงความถูกต้อง แต่ต้องรวมถึง timeliness


7. การโยกย้ายข้าราชการ: เส้นบาง ๆ ระหว่าง “อำนาจบริหาร” กับ “การเมืองครอบงำระบบราชการ”

ฝ่ายการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งย่อมมีสิทธิกำหนดนโยบายและกำกับระบบราชการ แต่ขณะเดียวกันระบบราชการประจำต้องดำรงหลักความเป็นมืออาชีพ ความต่อเนื่อง และความเป็นกลางทางการเมือง

การโยกย้ายข้าราชการจึงไม่ใช่เรื่องผิดโดยตัวมันเอง

ผู้บริหารมีอำนาจบริหารบุคลากรเพื่อให้เหมาะกับภารกิจ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อการโยกย้ายถูกใช้เพื่อให้คุณ ให้โทษ สร้างเครือข่ายความภักดี หรือกำจัดผู้ที่ไม่ตอบสนองความต้องการทางการเมือง

กรณีที่มีนัยสำคัญคือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเสียงข้างมากเห็นว่าการโยกย้ายอดีตอธิบดีสองรายในกระทรวงมหาดไทยไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการเมื่อปี 2568 เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีข้อสังเกตถึงความเร่งรีบและเหตุผลที่ไม่สะท้อนความจำเป็นของราชการอย่างเพียงพอ แม้ภายหลังสภาพตำแหน่งจะเปลี่ยนไปจนไม่เกิดประโยชน์ที่จะเพิกถอนคำสั่งเดิมก็ตาม (สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก TV5HD)

กรณีดังกล่าวมีความสำคัญต่อหลัก Merit Protection เพราะแสดงว่าดุลพินิจของฝ่ายบริหารมีขอบเขตและสามารถถูกตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าการโยกย้ายทุกครั้งคือการ “ย้ายคนมารับใช้ตัวเอง” ก็เป็นข้อกล่าวหาที่ต้องมีหลักฐานเรื่องเจตนาและผลประโยชน์ประกอบ

หลักที่เหมาะสมกว่าคือถามว่า

เหตุผลในการย้ายได้รับการบันทึกหรือไม่ มีตัวชี้วัดผลงานสนับสนุนหรือไม่ บุคคลที่ถูกย้ายได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ผู้เข้าดำรงตำแหน่งใหม่ผ่านเกณฑ์ที่โปร่งใสหรือไม่ และสามารถอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ต่อองค์กรอิสระจากผู้สั่งย้ายได้หรือไม่

นี่คือกลไกที่ทำให้ “อำนาจบริหาร” ไม่กลายเป็น “อำนาจตามอำเภอใจ”


จาก 7 ปม สู่ปัญหาเดียว: Accountability Deficit

เมื่อมองทั้งเจ็ดกรณีร่วมกัน จะเห็นรูปแบบสำคัญบางประการ

ประการแรกคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ปลายทางเท่านั้น

กรณีสอบราชการไม่ได้เริ่มจากผู้ซื้อคะแนน แต่เริ่มจากการออกแบบระบบสอบที่เปิดช่องให้คะแนนถูกแทรกแซง

ปัญหางบประมาณไม่ได้เริ่มเมื่อเงินหาย แต่เริ่มตั้งแต่การกำหนดโครงการ TOR ตัวชี้วัด และการเลือกทางเลือกลงทุน

การทุจริตเลือกตั้งไม่ได้เกิดเฉพาะวันลงคะแนน แต่สัมพันธ์กับเครือข่ายอุปถัมภ์ เงิน การใช้ตำแหน่ง และการบังคับใช้กฎหมายก่อนวันเลือกตั้ง

ดังนั้น การต่อต้านคอร์รัปชันแบบ “จับคนผิดเมื่อเรื่องเกิดแล้ว” ย่อมไม่เพียงพอ ต้องเปลี่ยนไปสู่ Integrity by Design

ประการที่สอง คือ ความล่าช้ากลายเป็นปัญหาธรรมาภิบาลในตัวเอง

ประชาชนมักเห็นข่าวเปิดเรื่องใหญ่ แต่ไม่เห็นวันปิดคดี การสืบสวนที่ยาวนานทำให้ความสนใจลดลง บุคคลเกษียณ เปลี่ยนตำแหน่ง หลักฐานสูญหาย และต้นทุนทางการเมืองของการไม่รับผิดชอบลดลง

ในมุมหนึ่ง “ความจำสั้นของประชาชน” อาจไม่ใช่ปัญหาของประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผลจากระบบที่ไม่มีเครื่องมือให้ประชาชนสามารถติดตามคดีต่อเนื่องได้

ประการที่สาม คือ หน่วยงานรัฐทำงานแยกส่วน

คดีหนึ่งอาจอยู่กับตำรวจ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. DSI กระทรวงต้นสังกัด คณะกรรมาธิการ และศาลพร้อมกัน ประชาชนจึงไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าภาพหลักและแต่ละองค์กรกำลังทำอะไร

ประการที่สี่ คือ Transparency ไม่เท่ากับ Accountability

การแถลงข่าว เปิดเว็บไซต์ หรือให้ข้อมูลสถิติไม่เพียงพอ หากไม่มีองค์กรที่สามารถตั้งคำถาม วินิจฉัย และสร้างผลตามมาได้

ประการสุดท้าย คือ ความเสียหายสำคัญที่สุดอาจเป็น Public Trust

ประชาชนสามารถยอมรับได้ว่ารัฐอาจผิดพลาด แต่สิ่งที่ทำลายความไว้วางใจอย่างรุนแรงคือการเห็นความผิดพลาดซ้ำ ๆ โดยไม่ทราบว่าใครรับผิดชอบและระบบเปลี่ยนแปลงอย่างไร

OECD ชี้ว่าคอร์รัปชันและความบกพร่องด้าน integrity ไม่เพียงทำให้ทรัพยากรสูญเปล่า แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อสถาบัน เพิ่มความเหลื่อมล้ำ และสร้างความแตกแยกทางสังคมและการเมือง (legalinstruments.oecd.org)


ข้อสังเกตหรือข้อกังวล

ข้อกังวลประการแรกคือ การทำให้ความผิดปกติกลายเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อสังคมได้ยินข่าวทุจริตบ่อยครั้งจนเกิดความรู้สึกว่า “ที่ไหนก็โกง” ผลลัพธ์อาจไม่ใช่ความตื่นตัว แต่กลายเป็นความเฉยชา ซึ่งอันตรายกว่าความโกรธเสียอีก

ข้อกังวลประการที่สองคือ การเมืองแบบกล่าวหาก่อนพิสูจน์ หากทุกเรื่องถูกเรียกว่าโกงทันทีโดยไม่แยกสถานะหลักฐาน การตรวจสอบที่ชอบธรรมอาจสูญเสียความน่าเชื่อถือ และผู้ถูกกล่าวหาก็อาจถูกลงโทษทางสังคมโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม

ข้อกังวลประการที่สามคือ การใช้ความถูกต้องตามระเบียบแทนความคุ้มค่า โครงการหนึ่งอาจดำเนินการตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างทุกข้อแต่สร้างประโยชน์ต่ำกว่าต้นทุนก็ได้ Public Administration จึงต้องถามทั้ง legality และ value

ข้อกังวลประการที่สี่คือ Politicisation of Bureaucracy หากข้าราชการเชื่อว่าความก้าวหน้าขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดทางการเมืองมากกว่าผลงาน ระบบราชการจะค่อย ๆ เปลี่ยนจาก professional bureaucracy ไปสู่ patronage bureaucracy

ข้อกังวลประการที่ห้าคือ การตีความ State Capture อย่างเร็วเกินไป

เมื่อเห็นปัญหาครอบคลุมการสอบราชการ งบประมาณ ที่ดิน การเลือกตั้ง และการแต่งตั้ง อาจมีผู้สรุปว่ารัฐถูกเครือข่ายเดียวครอบงำ แต่ข้อสรุปดังกล่าวต้องการหลักฐานเชื่อมโยงบุคคล เงิน ผลประโยชน์ และคำสั่งที่ชัดเจน

สิ่งที่กล่าวได้ในเวลานี้คือ หลายกรณีมี risk of capture หรือความเสี่ยงต่อการครอบงำกลไกรัฐ ซึ่งควรตรวจสอบ แต่ยังไม่ควรประกาศเป็นข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง


ข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะ

1. จัดตั้ง Public Accountability Dashboard ระดับชาติ

คดีหรือข้อพิพาทสาธารณะที่มีผลกระทบสูงควรมีระบบติดตามเดียว แสดงวันที่เริ่มเรื่อง หน่วยงานเจ้าภาพ เลขคดี สถานะการสอบสวน การส่งต่อหน่วยงาน กำหนดเวลาขั้นต่อไป และผลสุดท้าย

ประชาชนไม่ควรต้องค้นข่าวย้อนหลังหลายปีเพื่อถามว่า “คดีไปถึงไหนแล้ว”

2. เปลี่ยนการสอบราชการสู่ระบบ End-to-End Auditability

ตั้งแต่รับข้อสอบ กระดาษคำตอบ การสแกน การคำนวณคะแนน การเปลี่ยนแปลงข้อมูล และการประกาศผลต้องมี digital log ที่ไม่สามารถลบหรือแก้ย้อนหลังโดยไร้ร่องรอยได้

การเข้าถึงฐานคะแนนควรใช้หลัก multi-person authorization และมีองค์กรอิสระตรวจหลังการสอบแบบสุ่ม

3. กำหนด Integrity Risk Assessment ก่อนโครงการงบประมาณขนาดใหญ่

โครงการเทคโนโลยี ดิจิทัล กีฬา หรือโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าสูงควรประเมินความเสี่ยงเรื่อง TOR การแข่งขัน ผลประโยชน์ทับซ้อน การผูกขาด vendor และความคุ้มค่าก่อนอนุมัติ ไม่ใช่ตรวจเมื่อเกิดข่าวแล้ว

4. บังคับ Independent Ex-post Evaluation

TH-AI Passport, MotoGP และโครงการขนาดใหญ่ควรถูกประเมินหลังดำเนินการโดยองค์กรที่ไม่ได้เป็นเจ้าของโครงการ

ต้องวัด outcome และ impact ไม่ใช่เฉพาะยอดผู้ลงทะเบียน ผู้เข้าร่วมงาน หรือเงินหมุนเวียน

5. ยกระดับ Disaster Governance จากการเยียวยาไปสู่การลดความเสี่ยง

กำหนด KPI เช่น warning lead time ระยะเวลาระบายน้ำ ครัวเรือนที่ท่วมซ้ำ การลดมูลค่าความเสียหาย และระยะเวลาจ่ายเยียวยา โดยเปิดข้อมูลเปรียบเทียบรายจังหวัดและรายปี

6. พัฒนาฐานข้อมูลที่ดินรัฐแบบ One Map ที่ประชาชนตรวจสอบได้

เชื่อมข้อมูลกรมที่ดิน รฟท. ป่าไม้ ท้องถิ่น ทางและลำรางสาธารณะ ภาพถ่ายทางอากาศ และคำพิพากษา ลดการใช้แผนที่คนละชุดในการตีความข้อพิพาทเดียวกัน

7. กำหนด Election Justice Fast Track

คดีที่อาจกระทบคุณสมบัติหรือการดำรงตำแหน่งของผู้แทนควรมีกรอบเวลาชัดเจนตั้งแต่รับเรื่อง ไต่สวน ส่งศาล และวินิจฉัย โดยไม่ลดทอนสิทธิการต่อสู้คดี

ความยุติธรรมต้องทั้งถูกต้องและทันเวลา

8. สร้าง Reason-Giving Requirement สำหรับการโยกย้ายตำแหน่งบริหารระดับสูง

คำสั่งย้ายควรมีเหตุผล ผลประเมิน หลักเกณฑ์ และประโยชน์ต่อราชการรองรับเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมช่องทางอุทธรณ์ต่อองค์กรที่เป็นอิสระ

9. เพิ่มการคุ้มครอง Whistleblower

หลายคดีเริ่มจากบุคคลภายในหรือประชาชนเปิดข้อมูล หากผู้ให้ข้อมูลเสี่ยงถูกย้าย ฟ้องร้อง คุกคาม หรือเสียอาชีพ รัฐจะสูญเสียกลไกตรวจจับความผิดที่มีประสิทธิภาพที่สุดอย่างหนึ่ง

10. เปลี่ยนจาก Anti-Corruption แบบรายคดีสู่ National Public Integrity System

บทเรียนของ OECD คือการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างยั่งยืนต้องทำพร้อมกันทั้ง “ระบบ–วัฒนธรรม–ความรับผิดรับชอบ” และต้องเชื่อมรัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และประชาชนเข้าด้วยกัน (OECD)

เป้าหมายจึงไม่ควรมีเพียง “จับคนโกงให้มากขึ้น” แต่ต้องทำให้ การโกงทำได้ยากขึ้น ตรวจพบเร็วขึ้น ปกปิดยากขึ้น และต้นทุนของการกระทำผิดสูงขึ้น


สรุป

“7 ปมร้อน” ตั้งแต่การสอบราชการ สินบนและโครงการดิจิทัล น้ำท่วม ที่ดินเขากระโดง MotoGP การเลือกตั้ง ไปจนถึงการโยกย้ายข้าราชการ ดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่เมื่อมองด้วยรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งหมดเชื่อมต่อกันผ่านวงจรเดียว คือ

คน → อำนาจ → งบประมาณ → ข้อมูล → ทรัพย์สินสาธารณะ → การเลือกตั้ง → การแต่งตั้ง → ความรับผิดชอบ

การสอบราชการถามว่า ใครมีสิทธิเข้าสู่ระบบรัฐ

การโยกย้ายถามว่า ใครมีสิทธิควบคุมตำแหน่งในระบบรัฐ

TH-AI Passport และ MotoGP ถามว่า รัฐใช้เงินประชาชนอย่างไร

เขากระโดงถามว่า รัฐปกป้องทรัพย์สินสาธารณะด้วยมาตรฐานเดียวกันหรือไม่

น้ำท่วมถามว่า รัฐมีขีดความสามารถในการปกป้องประชาชนมากเพียงใด

การเลือกตั้งถามว่า อำนาจรัฐได้มาด้วยกระบวนการที่ประชาชนเชื่อถือได้หรือไม่

และทุกเรื่องท้ายที่สุดนำมาสู่คำถามว่า

เมื่อเกิดความผิดพลาด ใครต้องอธิบาย ใครตรวจสอบ ใครวินิจฉัย และใครต้องรับผล

นี่คือหัวใจของ Accountability

ดังนั้น คำถาม “คนไทยลืมกันหรือยัง?” อาจต้องเปลี่ยนใหม่

ไม่ควรถามเพียงว่า ประชาชนจำข่าวเก่าได้หรือไม่

แต่ควรถามว่า

รัฐไทยมีระบบความจำเชิงสถาบันหรือไม่

เมื่อพบช่องโหว่จากการสอบท้องถิ่น ระบบสอบครั้งต่อไปเปลี่ยนหรือไม่

เมื่อเกิดข้อกังขาโครงการพันล้าน รัฐสร้างระบบประเมินความคุ้มค่าที่เป็นอิสระหรือไม่

เมื่อพื้นที่เดิมน้ำท่วมซ้ำ แผนบริหารน้ำเปลี่ยนหรือไม่

เมื่อคดีเลือกตั้งใช้เวลานาน กฎหมายและกระบวนการถูกปรับหรือไม่

เมื่อคำสั่งโยกย้ายถูกวินิจฉัยว่าไม่ชอบ ระบบแต่งตั้งรุ่นต่อไปเปลี่ยนหรือไม่

หากคำตอบคือ “เกิดเรื่อง–ตั้งกรรมการ–สอบสวน–เงียบหาย–เกิดเรื่องใหม่” ปัญหาที่แท้จริงย่อมไม่ใช่เพียงคอร์รัปชันรายบุคคล

แต่คือ Accountability Deficit หรือภาวะพร่องความรับผิดรับชอบของระบบรัฐ

รัฐที่มีธรรมาภิบาลจึงไม่ใช่รัฐที่สามารถอ้างว่าไม่มีข้อผิดพลาด แต่คือรัฐที่เมื่อผิดแล้วสามารถค้นหาความจริงได้ เมื่อใช้อำนาจแล้วต้องอธิบายได้ เมื่อใช้เงินแล้วพิสูจน์ความคุ้มค่าได้ เมื่อมีผู้เสียหายแล้วเยียวยาได้ และเมื่อพบช่องโหว่แล้วต้องทำให้เหตุการณ์เดียวกันเกิดซ้ำได้ยากกว่าเดิม

ท้ายที่สุด ความไว้วางใจของประชาชนมิได้เกิดจากคำประกาศว่า “รัฐบาลโปร่งใส”

แต่เกิดจากประสบการณ์ที่ประชาชนเห็นด้วยตนเองว่า

ไม่ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจ กติกายังเป็นกติกา
ไม่ว่าใครถูกกล่าวหา กระบวนการยังเป็นธรรม
ไม่ว่าเงินก้อนใหญ่เพียงใด ประชาชนยังตรวจสอบได้
และเมื่อรัฐผิดพลาด ย่อมมีคนรับผิดชอบจริง

นั่นต่างหากคือธรรมาภิบาลที่มีความหมายในทางรัฐประศาสนศาสตร์


🔍 แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลสถานการณ์ร่วมสมัยของบทความตรวจสอบถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2569 โดยให้น้ำหนักกับเอกสารของหน่วยงานรัฐและแหล่งข่าวที่ระบุสถานะของกระบวนการอย่างชัดเจน ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมที่ดิน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงาน กกต. ผ่านการรายงานสาธารณะ แหล่งข้อมูลรัฐบาล และ Thai PBS ตลอดจนกรอบวิชาการด้าน accountability และ public integrity ของ Bovens และ OECD

กรณีสอบท้องถิ่น ใช้ข้อมูลการตรวจพบการแก้ไขคะแนน 5,925 ราย และกระบวนการเพิกถอนผู้ได้รับบรรจุที่มีคะแนนผิดปกติ (Thai PBS)

กรณีสอบนายอำเภอ ใช้ข้อมูลทั้งฝ่ายผู้ร้องและคำชี้แจงกรมการปกครองที่ระบุว่ายังไม่พบหลักฐานเรียกรับเงินในการตรวจเบื้องต้น (Thai PBS)

กรณีสินบน 40 ล้านบาท ใช้ข้อมูลคำกล่าวเดิมและคำชี้แจงล่าสุดของรัฐมนตรีซึ่งสะท้อนว่าสถานะข้อเท็จจริงยังต้องตรวจสอบต่อ (Thai PBS)

กรณี TH-AI Passport ใช้ข้อมูลวงเงินโครงการ ข้อกังวลด้านความคุ้มค่าและการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงข้อมูลการใช้งานล่าสุดของกระทรวงดิจิทัลฯ (Thai PBS)

กรณีน้ำท่วม ใช้สถานการณ์รายงาน ณ 14 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่ก่อนจัดทำบทความ (bangkokbiznews)

กรณีเขากระโดง ใช้คำชี้แจงกรมที่ดินและข้อมูล DSI วันที่ 24 สิงหาคม และ 9 ตุลาคม 2569 ซึ่งยืนยันว่าหลายประเด็นยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ (Thai PBS)

กรณี MotoGP ใช้มติและข้อมูลการสนับสนุนงบประมาณสำหรับปี 2570–2574 รวมถึงข้อสังเกตด้านความคุ้มค่าจากกระบวนการพิจารณางบประมาณ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)

กรณีการเลือกตั้ง สส.และการเลือก สว. ใช้ข้อมูลข้อร้องเรียน การจับกุมในวันเลือกตั้ง และมติ กกต.เกี่ยวกับผู้ถูกร้อง 77 รายในคดีการเลือก สว. (Thai PBS)


📚 บรรณานุกรม

Bovens, M. (2007). Analysing and assessing accountability: A conceptual framework. European Law Journal, 13(4), 447–468. doi:10.1111/j.1468-0386.2007.00378.x. (DOI)

Department of Special Investigation. (2026, August 24). DSI ชี้แจง รับคำร้องเขากระโดงแล้ว ให้ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มประกอบการพิจารณา ก่อนมีคำสั่งสืบสวน. กรมสอบสวนคดีพิเศษ. (Department of Special Investigation)

Department of Special Investigation. (2026, October 9). DSI รับเรื่องร้องเรียนกรณีติดตามเอกสารเกี่ยวกับที่ดิน โฉนดที่ดินและระวางที่ดินในเขตพิพาทเขากระโดง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ. (Department of Special Investigation)

Ministry of Digital Economy and Society. (2026, October 9). ดีอีเผยคนไทยเรียนทักษะ AI ผ่าน TH-AI Passport กว่า 3 ล้านครั้ง. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. (MDES)

Moore, M. H. (1995). Creating public value: Strategic management in government. Harvard University Press.

Organisation for Economic Co-operation and Development. (2017). Recommendation of the Council on Public Integrity. OECD. (legalinstruments.oecd.org)

Organisation for Economic Co-operation and Development. (2020). OECD public integrity handbook. OECD Publishing. (OECD)

Organisation for Economic Co-operation and Development. (2020). Policy framework on sound public governance. OECD Publishing. (OECD)

Public Relations Department. (2025, November 5). ครม.เห็นชอบประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก MotoGP ปี 2570–2574. กรมประชาสัมพันธ์. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)

Thai PBS. (2026, August 5). สถ.สรุป 5,925 คนแก้ไขคะแนนสอบท้องถิ่น เตรียมเพิกถอนบรรจุ 3,404 คน. Thai PBS. (Thai PBS)

Thai PBS. (2026, September 4). ปกครองแจงยังไม่พบหลักฐานเจ้าหน้าที่เรียกเงิน 3 ล้าน สอบนายอำเภอปี 68. Thai PBS. (Thai PBS)

Thai PBS. (2026, September 14). เปิด 77 ชื่อ กกต.ส่งฟ้องศาลฯ คดีการเลือก สว. Thai PBS. (Thai PBS)

Thai PBS. (2026, September 19). ย้อนรอยสินบน 40 ล้าน วันนี้ไปถึงไหน. Thai PBS. (Thai PBS)

Thai PBS. (2026). วิกฤตศรัทธา? กกต.จัดเลือกตั้ง 69. Thai PBS Focus. (Thai PBS)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น