วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2569

โรงงานกลางแจ้งเกษตรไทย

โมเดล “โรงงานกลางแจ้งเกษตรไทย 1,000 ไร่”: จากเกษตรแปลงใหญ่สู่ PPPP Enterprise เพื่อฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

The “1,000-Rai Thai Open-Air Agricultural Factory” Model: Transforming Large-Scale Farming into a PPPP Enterprise for Grassroots Economic Revitalization


บทนำ

ปัญหาภาคเกษตรไทยไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงปัญหาของผลผลิต ราคาสินค้าเกษตร ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือรายได้เกษตรกรแยกเป็นรายประเด็น หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับที่ดิน แรงงาน เงินทุน เทคโนโลยี ตลาด สถาบัน และธรรมาภิบาลในเวลาเดียวกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาสำคัญของเกษตรไทยมิใช่เพียงคำถามว่า “ผลิตได้เท่าไร” แต่คือคำถามว่า ใครเป็นผู้กำหนดการผลิต ใครถือข้อมูล ใครเข้าถึงเครื่องจักร ใครเป็นผู้กำหนดราคา ใครถือความเสี่ยง และมูลค่าเพิ่มสุดท้ายตกอยู่กับใคร

สถานการณ์ปี 2569 ยิ่งทำให้คำถามดังกล่าวมีความสำคัญ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อ้างข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรว่า เศรษฐกิจการเกษตรไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียงร้อยละ 0.5–1.5 แม้ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากความแปรปรวนของภูมิอากาศ ต้นทุนปัจจัยการผลิต ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ค่าเงิน และมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า

บริบทดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่บทความนี้เรียกว่า “โรงงานกลางแจ้งเกษตรไทย 1,000 ไร่” หรือ 1,000-Rai Open-Air Agricultural Factory โดยมิได้หมายถึงการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรให้เป็นโรงงานอุตสาหกรรม หรือการรวมที่ดิน 1,000 ไร่ไว้ในกรรมสิทธิ์ของนายทุนรายเดียว หากหมายถึงการทำให้พื้นที่เกษตรของเจ้าของหลายรายสามารถทำงานเสมือน “ระบบการผลิตเดียวกัน” ผ่านการบริหาร Land–Labour–Capital–Technology–Market–Governance แบบบูรณาการ

แก่นของข้อเสนอจึงไม่ใช่ Land Consolidation through Ownership แต่เป็น Management Consolidation without Loss of Ownership กล่าวคือ เกษตรกรยังรักษากรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่รวมการวางแผนการผลิต เครื่องจักร ข้อมูล มาตรฐาน การตลาด การแปรรูป และโลจิสติกส์ เพื่อสร้าง Economy of Scale และ Economy of Scope ภายใต้โครงสร้างความร่วมมือแบบ Public–Private–People/Producer Partnership หรือ PPPP/4Ps

ในทัศนะทางรัฐประศาสนศาสตร์ โมเดลนี้ควรถูกมองเป็น Area-based Collaborative Governance ซึ่งรัฐเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ทำโครงการและแจกปัจจัยการผลิต” ไปสู่ “ผู้ออกแบบระบบ ผู้ประสานผลประโยชน์ ผู้ลงทุนในสินค้าสาธารณะ และผู้กำกับกติกา” ขณะที่เอกชนเป็นหุ้นส่วนด้านตลาด เทคโนโลยี เงินทุน และห่วงโซ่อุปทาน ส่วนเกษตรกรต้องเลื่อนสถานะจาก “ผู้รับความช่วยเหลือ” หรือ “ผู้ขายวัตถุดิบ” ไปเป็น Producer–Owner–Partner

คำสำคัญ

โรงงานกลางแจ้ง; เกษตรแปลงใหญ่; PPPP; Public–Private–Producer Partnership; เศรษฐกิจฐานราก; เกษตรอัจฉริยะ; การบริหารเชิงพื้นที่; ธรรมาภิบาลเครือข่าย; การเพิ่มผลิตภาพ; Public Value

1. จาก “เกษตรแปลงใหญ่” สู่ “หน่วยเศรษฐกิจระดับพื้นที่”

ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ข้อมูลระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ของกรมส่งเสริมการเกษตร ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีแปลงใหญ่สะสม 11,553 แปลง เกษตรกร 623,244 ราย และพื้นที่รวมประมาณ 7.82 ล้านไร่

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าโครงสร้าง “การรวมกลุ่ม” มีอยู่แล้ว สิ่งที่ประเทศไทยควรถามต่อจึงไม่ใช่เพียงว่าจะตั้งแปลงใหญ่อีกกี่กลุ่ม แต่คือ จะยกระดับแปลงใหญ่จาก Administrative Group ไปเป็น Economic Enterprise ได้อย่างไร

งานวิจัยของ Arunrat และคณะ (2021) ที่เปรียบเทียบการปลูกข้าวแบบแปลงใหญ่และแบบรายแปลงในสี่ภูมิภาคของไทยพบว่า ในกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ระบบแปลงใหญ่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าประมาณร้อยละ 28.3 กำไรเกษตรกรสูงขึ้นประมาณร้อยละ 31.2 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงประมาณร้อยละ 11 ผลดังกล่าวมิได้หมายความว่าแปลงใหญ่ทุกแห่งจะได้ผลเท่ากัน แต่เป็นหลักฐานว่าการจัดการร่วมสามารถสร้างประโยชน์ด้านต้นทุน ผลตอบแทน และสิ่งแวดล้อมได้

ดังนั้น “1,000 ไร่” ในบทความนี้ไม่ใช่ตัวเลขมหัศจรรย์และไม่ควรกำหนดเป็นมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ แต่เป็น Design Unit สำหรับทดสอบว่าสามารถจัดการพื้นที่จำนวนหนึ่งให้เป็นหน่วยธุรกิจที่มีข้อมูล ตลาด เครื่องจักร และบัญชีเดียวกันได้หรือไม่

พื้นที่ 1,000 ไร่เท่ากับประมาณ 160 เฮกตาร์ อาจประกอบด้วยเกษตรกร 50–100 ครัวเรือน หรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับโครงสร้างการถือครอง โดยเกษตรกรไม่จำเป็นต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ทำ Management Agreement กำหนดสิทธิ หน้าที่ ระยะเวลา วิธีถอนตัว วิธีแบ่งผลประโยชน์ และกติกาการใช้ทรัพยากรร่วมอย่างชัดเจน

2. บทเรียนญี่ปุ่น: “ขนาด” ต้องเดินพร้อมระบบจัดการ

ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ แต่ต้องระมัดระวังไม่สร้างความเข้าใจผิดว่าเกษตรญี่ปุ่นประสบความสำเร็จเพียงเพราะการทำ “นาใหญ่”

แผนพื้นฐานด้านอาหาร เกษตร และชนบทของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น หรือ MAFF ปี 2025 กำหนดเป้าหมายลดต้นทุนการผลิตข้าวของหน่วยบริหารพื้นที่ตั้งแต่ 15 เฮกตาร์ขึ้นไป จากประมาณ 11,350 เยนต่อ 60 กิโลกรัม เหลือ 9,500 เยน โดยใช้หลายเครื่องมือร่วมกัน ได้แก่ การจัดรูปแปลง การเพิ่มผลผลิต การใช้ Smart Agriculture การใช้เครื่องจักรร่วมผ่านผู้ให้บริการ และการเพิ่ม Agricultural Support Service Providers จาก 5,701 เป็น 7,900 หน่วย

กรณี Shiraishi Farm ในฮอกไกโดพบว่า การประยุกต์รถแทรกเตอร์ เครื่องดำนา โดรน Remote Sensing และระบบบริหารน้ำช่วยลดเวลางานทำนาตลอดฤดูจาก 7.24 ชั่วโมงต่อ 10 อาร์ เหลือ 5.40 ชั่วโมง หรือลดประมาณร้อยละ 25

อีกกรณีหนึ่งในจังหวัดโอคายามะทดลองใช้เครื่องดำนาและรถเก็บเกี่ยวร่วมกันระหว่างสามพื้นที่ที่มีช่วงฤดูเพาะปลูกแตกต่างกัน พบว่าอัตราการใช้เครื่องจักรเพิ่มขึ้นประมาณสองเท่า และค่าเสื่อมราคาต่อพื้นที่ลดลงประมาณร้อยละ 49

บทเรียนสำคัญจากญี่ปุ่นจึงไม่ใช่ “ซื้อเครื่องจักรทันสมัยให้ทุกกลุ่ม” แต่คือ

Technology × Utilization × Management = Productivity

รถแทรกเตอร์ราคาแพงที่ใช้งานปีละไม่กี่วันอาจเป็นภาระมากกว่าสินทรัพย์ แต่รถคันเดียวกันซึ่งรับงาน 1,000 ไร่ภายใน Cluster และรับงานพื้นที่รอบข้างเพิ่มเติม อาจกลายเป็นกิจการบริการที่มีรายได้

FAO จึงเสนอแนวคิด Agricultural Mechanization Hire Services โดยมองเครื่องจักรไม่จำเป็นต้องเป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคลของเกษตรกรแต่ละราย แต่สามารถจัดเป็นธุรกิจบริการตั้งแต่เตรียมดิน ปลูก พ่น เก็บเกี่ยว ขนส่ง จนถึงการคัด บรรจุ และแปรรูปได้

3. โครงสร้างโรงงานกลางแจ้ง: Land–Labour–Capital–Technology–Market–Governance

โมเดล 1,000 ไร่ควรถูกออกแบบเป็นระบบเดียวกันหกด้าน

ด้านแรกคือ Land โดยใช้แนวคิด “รวมการบริหาร ไม่รวมกรรมสิทธิ์” ทำ Digital Mapping รายแปลง บันทึกขนาด พิกัด แหล่งน้ำ ชนิดดิน ผลผลิต ประวัติการใช้ปัจจัย และข้อจำกัดต่าง ๆ ก่อนจัดรูปแบบการใช้เครื่องจักรและ Crop Calendar ร่วมกัน

ด้านที่สองคือ Labour เป้าหมายไม่ควรเป็นการลดคนให้มากที่สุด แต่ต้องเพิ่ม Value Added per Worker เครื่องจักรควรรับหน้าที่ซ้ำซาก หนัก หรือเสี่ยง ขณะที่แรงงานถูก Reskill ไปเป็น Operator เครื่องจักร นักบินโดรน ช่างซ่อม เจ้าหน้าที่ข้อมูล เจ้าหน้าที่ QA ผู้ดำเนินงานโรงคัดบรรจุ แปรรูป โลจิสติกส์ และ E-commerce

สำหรับ Pilot 1,000 ไร่ อาจสมมติ Core Team ประมาณ 15–25 คน โดยแบบจำลองนี้ใช้ 18 คนเป็น Base Case ประกอบด้วยผู้จัดการ นักวิชาการเกษตร/Field Manager ผู้ควบคุมเครื่องจักรและระบบน้ำ เจ้าหน้าที่ข้อมูลและคุณภาพ Logistics และฝ่ายการเงิน–ตลาด แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็น Planning Assumption ไม่ใช่มาตรฐานทางราชการ และต้องปรับตามสินค้าและระดับ Mechanization

ด้านที่สามคือ Capital ซึ่งควรแยกอย่างน้อยสามประเภท ได้แก่ Public Infrastructure, Commercial Assets และ Working Capital เพราะมีผู้รับความเสี่ยงและแหล่งเงินทุนต่างกัน

ด้านที่สี่คือ Technology หลักการต้องเปลี่ยนจาก “จะซื้ออะไร” เป็น “งานอะไรต้องเสร็จภายในกี่วัน และสินทรัพย์หนึ่งหน่วยต้องมี Utilization Rate เท่าไรจึงคุ้มทุน”

ด้านที่ห้าคือ Market ซึ่งควรอยู่ก่อน Production กล่าวคือ

Demand/Buyer → Production Plan → Production → Quality Control → Aggregation → Delivery → Payment

ไม่ใช่

Produce → Harvest → Find Buyer

และด้านสุดท้ายคือ Governance ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญกว่าการมีโดรนหรือรถแทรกเตอร์ เพราะหากระบบแบ่งอำนาจ ข้อมูล และผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม เทคโนโลยีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้มีอำนาจเดิมโดยไม่ทำให้เกษตรกรดีขึ้น

4. PPPP: เกษตรกรต้องเป็น “หุ้นส่วน” ไม่ใช่ “ผู้รับโครงการ”

แนวคิด Public–Private–Producer Partnership หรือ 4Ps ของ IFAD มีความสำคัญต่อโมเดลนี้ เพราะต่างจาก PPP แบบดั้งเดิมตรงที่ผู้ผลิตรายย่อยถูกนำเข้ามาเป็นหุ้นส่วนที่มีบทบาท ไม่ใช่เพียง Supplier หรือ Beneficiary IFAD ระบุชัดว่าแนวทาง 4Ps มุ่งให้ผู้ผลิตรายย่อยเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมและมีส่วนในการตัดสินใจ

จากมุมรัฐประศาสนศาสตร์ นี่คือการเปลี่ยนจาก Government ไปสู่ Governance และจากการบริหารแบบ Command-and-Control ไปสู่ Collaborative Governance ซึ่งรัฐ เอกชน และประชาชนร่วมใช้ทรัพยากรและความสามารถที่แต่ละฝ่ายมี โดยมีระบบตรวจสอบและความรับผิดชอบร่วม

อย่างไรก็ตาม ควรแยกคำว่า PPPP ที่ใช้ในบทความนี้ออกจาก “PPP” ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ของไทย เพราะกฎหมายดังกล่าวมุ่งโครงการลงทุนของรัฐที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด การเรียกโมเดลเกษตรว่า PPPP จึงไม่ได้หมายความว่าโครงการ 1,000 ไร่ทุกแห่งจะเข้าข่าย พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ โดยอัตโนมัติ ต้องตรวจข้อเท็จจริง โครงสร้างทรัพย์สิน บทบาทหน่วยงานรัฐ และลักษณะการให้สิทธิเป็นรายกรณี

ในทำนองเดียวกัน หากเอกชนกำหนดเงื่อนไขการผลิตและรับซื้อผลผลิต โครงสร้างสัญญาบางประเภทอาจเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้การทำสัญญามีความเป็นธรรมและกำหนดกลไกส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือระหว่างคู่สัญญา

ดังนั้น PPPP ต้องเป็น Institutional Design ไม่ใช่เพียงคำสวยหรูหน้าโครงการ

5. แบบจำลองการลงทุน 1,000 ไร่: 30 ล้านบาทเป็น “สมมติฐาน” ไม่ใช่ราคามาตรฐาน

เพื่อประเมินความเป็นไปได้ บทความนี้ใช้ CAPEX 30 ล้านบาทเป็น Base Case ประกอบด้วยการปรับพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 6 ล้านบาท ศูนย์เครื่องจักร 7 ล้านบาท ระบบน้ำ 4 ล้านบาท ศูนย์รวบรวมและคัดคุณภาพ 4 ล้านบาท ระบบ Drone–GIS–Sensor–Farm Management 2 ล้านบาท ระบบคุณภาพและ Traceability 1 ล้านบาท พลังงาน 1 ล้านบาท Working Capital 3 ล้านบาท และ Design–Training–Contingency 2 ล้านบาท

คิดเป็นประมาณ 30,000 บาทต่อไร่

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง Scenario Planning พืชไร่ Rain-fed อาจใช้เงินน้อยกว่านี้ ขณะที่สวนผลไม้คุณภาพสูงซึ่งต้องลงทุน Irrigation, Packhouse, Cold Chain และ Processing อาจต้องลงทุนมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นสำคัญในทางนโยบายคือ รัฐไม่ควรนำตัวเลข 30 ล้านบาทไปใช้เป็น “ราคากลางต่อ 1,000 ไร่” เพราะจะทำให้แนวคิดเชิงทดลองกลายเป็นสูตรงบประมาณโดยไม่ผ่าน Feasibility Study

หลักการควรกลับกัน คือเริ่มจาก Commodity–Market–Area Feasibility แล้วจึงออกแบบ CAPEX

6. กรณีมันสำปะหลัง: จากข้อมูลจริงสู่ Scenario 1,000 ไร่

กรมส่งเสริมการเกษตรรายงานกรณีแปลงใหญ่มันสำปะหลังจังหวัดร้อยเอ็ดว่า ในปี 2568 ผลผลิตเพิ่มจากประมาณ 3 เป็น 5 ตันต่อไร่ รายได้เพิ่มจาก 6,690 เป็น 12,000 บาทต่อไร่ ต้นทุนลดจาก 7,440 เป็น 7,350 บาทต่อไร่ ราคาขายเพิ่มจาก 2.16 เป็น 2.40 บาทต่อกิโลกรัม และมีการทำ MOU เชื่อมตลาดกับโรงงานแป้งมันในพื้นที่ โดยหน่วยงานรายงาน ROI ของกิจกรรมการผลิตไว้ที่ร้อยละ 63.27

หากนำตัวเลขดังกล่าวมาใช้เป็น Benchmark สำหรับ Scenario 1,000 ไร่ จะมีรายได้จากผลผลิตประมาณ 12 ล้านบาทต่อปี ต้นทุนการผลิต 7.35 ล้านบาท เหลือ Gross Farm Margin ประมาณ 4.65 ล้านบาท

หากเพิ่มสมมติฐาน Central OPEX อีก 1.20 ล้านบาทต่อปี สำหรับการบริหาร ข้อมูล QA ระบบบัญชี ซอฟต์แวร์ ประกัน การตรวจมาตรฐาน และ Maintenance บางส่วน จะเหลือ Operating Cash Surplus ประมาณ 3.45 ล้านบาทต่อปี หรือ 3,450 บาทต่อไร่

หากเปรียบเทียบกับ CAPEX 30 ล้านบาท จะได้ Simple Project ROI ประมาณ 11.5% และ Simple Payback Period ประมาณ 8.7 ปี

แต่ต้องเน้นว่า ROI 63.27% ที่กรมส่งเสริมการเกษตรรายงานกับ ROI 11.5% ในแบบจำลองนี้ ไม่ขัดแย้งกัน เพราะใช้ฐานเงินลงทุนคนละประเภท

ร้อยละ 63.27 เป็นผลตอบแทนของกิจกรรมการผลิตมันสำปะหลังจากต้นทุนการผลิต ขณะที่ร้อยละ 11.5 เป็นการนำ Operating Cash Surplus ไปเปรียบเทียบกับ CAPEX ระบบส่วนกลาง 30 ล้านบาท

นี่คือคำถามที่ฝ่ายนโยบายต้องถามเสมอว่า

“ROI ของใคร? จากทุนอะไร? ในระยะเวลากี่ปี? และใครแบกรับสินทรัพย์ที่เสื่อมราคา?”

ยิ่งกว่านั้น ROI 11.5% ยังไม่ใช่ IRR เพราะยังไม่ได้สร้างกระแสเงินสดหลายปี หักภาษี ค่าเสื่อม Replacement CAPEX มูลค่าซาก และโครงสร้างเงินกู้ครบถ้วน

7. Break-even และ Stress Test: โมเดลที่ดีต้องตอบคำถาม “ถ้าไม่เป็นไปตามแผนจะเกิดอะไรขึ้น”

ภายใต้สมมติฐานต้นทุนรวมต่อปี 8.55 ล้านบาท หรือ 8,550 บาทต่อไร่ หากราคามันสำปะหลัง 2.40 บาทต่อกิโลกรัม ผลผลิตคุ้มทุนแบบง่ายอยู่ที่ประมาณ 3.56 ตันต่อไร่

หากผลผลิตอยู่ที่ 5 ตันต่อไร่ ราคาคุ้มทุนอยู่ที่ประมาณ 1.71 บาทต่อกิโลกรัม

แต่ตัวเลขนี้เป็น Simplified Operating Break-even เนื่องจากสมมติให้ต้นทุน 7,350 บาทต่อไร่คงที่ แม้ผลผลิตหรือราคาจะเปลี่ยน ใน Feasibility Study จริงต้องจำแนก Fixed Cost, Semi-variable Cost และ Variable Cost ใหม่ทั้งหมด

Base Case ผลผลิต 5 ตัน ราคา 2.40 บาท สร้าง Operating Cash ประมาณ 3.45 ล้านบาท

หากราคาลดลงร้อยละ 15 เหลือ 2.04 บาท รายได้ลดเหลือประมาณ 10.20 ล้านบาท และ Operating Cash เหลือประมาณ 1.65 ล้านบาท

หากผลผลิตลดลงร้อยละ 20 เหลือ 4 ตันต่อไร่ รายได้ประมาณ 9.60 ล้านบาท และ Operating Cash เหลือประมาณ 1.05 ล้านบาท

หากเกิดสองเหตุการณ์พร้อมกัน คือราคาลดร้อยละ 15 และผลผลิตลดร้อยละ 20 รายได้จะเหลือประมาณ 8.16 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานต้นทุนเดิมจะเกิด Operating Loss ประมาณ 390,000 บาท

นัยเชิงนโยบายจึงชัดเจนว่า PPPP ไม่ควรเป็นเพียง Capital-sharing แต่ต้องเป็น Risk-sharing

8. 50–30–20: ใช้เป็น Pilot ได้ แต่ไม่ควรเป็นสูตรถาวร

กรณี CAPEX 30 ล้านบาท สูตร รัฐ 50%–เอกชน 30%–ประชาชน 20% หมายถึงรัฐ 15 ล้านบาท เอกชน 9 ล้านบาท และเกษตรกร/องค์กรผู้ผลิต 6 ล้านบาท

แต่เงินรัฐ 15 ล้านบาทไม่ควรถูกออกแบบเสมือน “รัฐบาลถือหุ้นร้อยละ 50” หากควรแยกเป็นการลงทุน Public Goods เช่น ระบบน้ำ ถนน Data Infrastructure การพัฒนาที่ดิน Training ระบบมาตรฐาน และ Matching Grant หรือ Credit Guarantee

โครงสร้างดังกล่าวเหมาะกับ Proof of Concept ในพื้นที่รายได้ต่ำ พื้นที่เปราะบาง หรือพื้นที่ที่ตลาดและโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่เกษตรกรต้องแบกรับในระยะเริ่มต้น

อย่างไรก็ตาม หากรัฐสนับสนุนมากเกินไปและต่อเนื่องอาจเกิด Moral Hazard คือโครงการดูเหมือนให้ผลตอบแทนดีเพราะภาครัฐรับต้นทุนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพราะกิจการมีผลิตภาพและตลาดที่แท้จริง

บทความนี้ จึงเสนอให้แบ่งการลงทุนเป็นระยะดังนี้
ระยะ/รูปแบบ รัฐ เอกชน ผู้ผลิต/ประชาชน หนี้ ความหมายเชิงนโยบาย
A: Catalytic Pilot 50% 30% 20% 0% ใช้พิสูจน์โมเดล ลดความเสี่ยงระยะแรก
B: Commercial Transition 30% 40% 30% 0% เพิ่ม Skin in the Game
C: Blended Finance 20% 40% 20% 20% เปลี่ยนจากเงินอุดหนุนไปสู่กิจการ
D: High Leverage 10% 30% 20% 40% ความเสี่ยงการเงินสูง ไม่เหมาะกับ Pilot แรก


ธ.ก.ส. ประกาศ MLR สำหรับลูกค้านิติบุคคลชั้นดีที่ร้อยละ 6.025 ต่อปี ณ วันที่ 1 เมษายน 2569

ดังนั้น หากกู้ 6 ล้านบาท ระยะ 10 ปี การทดสอบที่ดอกเบี้ยประมาณ 6.025% จะมี Debt Service ราว 0.82 ล้านบาทต่อปี และหากทำ Stress Test ใกล้ 8% จะอยู่ประมาณ 0.90 ล้านบาทต่อปี

หากเพิ่มหนี้เป็น 12 ล้านบาท ภาระจะเพิ่มเป็นประมาณ 1.63–1.79 ล้านบาทต่อปี ทำให้สถานการณ์ราคาลดลงร้อยละ 15 ซึ่งเหลือ Operating Cash เพียง 1.65 ล้านบาท เริ่มเข้าสู่ภาวะเปราะบางหรือชำระหนี้ไม่เพียงพอ

จึงไม่ควรให้ Pilot แรกใช้ Debt สูงเกินไป

ทั้งนี้ อัตรา 8.025% ที่ปรากฏในข้อมูลของ ธ.ก.ส. บางผลิตภัณฑ์เป็นอัตราในโครงสร้างสินเชื่อเฉพาะประเภท มิใช่อัตรากู้มาตรฐานของ PPPP ทุกโครงการ จึงควรใช้เพียงเป็น Scenario Stress Test ไม่ใช่สมมติว่าเป็นต้นทุนเงินกู้จริงของทุกพื้นที่

9. Market First: โรงงานกลางแจ้งต้องมี “คำสั่งซื้อ” ก่อนเพิ่มกำลังผลิต

อันตรายสำคัญของนโยบายเกษตรคือการเข้าใจว่า Productivity ที่เพิ่มขึ้นเท่ากับรายได้ที่เพิ่มขึ้น

ในความเป็นจริง

รายได้สุทธิ = ปริมาณ × ราคา + มูลค่าเพิ่ม − ต้นทุนทั้งหมด

หากทุกพื้นที่ปลูกสินค้าเดียวกันและเพิ่มผลผลิตพร้อมกัน โดย Demand ไม่เพิ่ม ราคาสามารถลดลงเร็วกว่าการเพิ่มผลผลิต

กฎเชิงนโยบายของโรงงานกลางแจ้งจึงควรเป็น

No Market – No Scale-up

ก่อนปลูกต้องตอบให้ได้ว่า ใครซื้อ ซื้อเท่าไร ต้องการคุณภาพใด ส่งเมื่อใด ใช้สูตรราคาอย่างไร ตรวจคุณภาพอย่างไร เกิด Reject ใครรับผิดชอบ และกรณีราคาตลาดเปลี่ยนใครรับความเสี่ยง

กรณีมันสำปะหลังร้อยเอ็ดมีความน่าสนใจไม่ใช่เฉพาะเพราะผลผลิตเพิ่มเป็น 5 ตันต่อไร่ แต่เพราะมีการทำ MOU เชื่อมโยงกับโรงงานแป้งมันในพื้นที่ด้วย

นี่คือความแตกต่างระหว่าง Production Project กับ Value-chain Enterprise

10. Governance: ตัวแปรที่สำคัญกว่ารถแทรกเตอร์และโดรน

ในทัศนะรัฐประศาสนศาสตร์ ความสำเร็จของ PPPP จะถูกกำหนดโดย Governance มากกว่า Technology

โครงสร้างที่เหมาะสมควรมีสองชั้น ชั้นแรกคือ Producer Organization เช่น สหกรณ์ กลุ่มผู้ผลิต หรือวิสาหกิจที่เกษตรกรมีสิทธิออกเสียง ส่วนชั้นที่สองคือ Professional Operating Unit ที่มีผู้จัดการรับผิดชอบผลประกอบการจริง

ระบบบัญชีควรเป็น Open-book Accounting และอย่างน้อยต้องแยกบัญชี Farm Production, Machinery/Shared Services และ Processing–Marketing ออกจากกัน เพื่อให้ทราบว่ากิจกรรมใดสร้างกำไรหรือขาดทุน

คณะกรรมการต้องไม่ถูกครอบงำโดยรัฐหรือบริษัทผู้รับซื้อฝ่ายเดียว แต่ควรมีตัวแทนผู้ผลิต ผู้ลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และกลไกตรวจสอบอิสระ

สิ่งสำคัญคือการหลีกเลี่ยงโครงสร้าง

Public Subsidy + Private Monopoly + Farmer Dependence

หากบริษัทเดียวเป็นผู้ขายปัจจัยการผลิต ผู้ให้สินเชื่อ เจ้าของเทคโนโลยี ผู้รับซื้อ และผู้กำหนดราคา เกษตรกรแม้เป็นสมาชิก PPPP ในทางชื่อ แต่ในทางเศรษฐกิจอาจมีอำนาจต่อรองลดลง

จึงควรมี Price Formula ที่เปิดเผย มี Reference Price มี Alternative Buyers สามารถตรวจน้ำหนักและคุณภาพได้ และกำหนดกระบวนการระงับข้อพิพาทอย่างเป็นธรรม

หลักนี้สอดคล้องกับแนวคิด Collaborative Governance ของ Ansell และ Gash (2008) ซึ่งชี้ว่าความร่วมมือข้ามภาคส่วนต้องอาศัยความไว้วางใจ กติกาที่ชัดเจน การมีส่วนร่วม และความสมดุลทางอำนาจ มิใช่เพียงการนำหลายองค์กรมาอยู่ในคณะกรรมการเดียวกัน

11. KPI ต้องเปลี่ยนจาก “กิจกรรม” เป็น “Public Value”

โครงการรัฐมักวัด Inputs และ Activities เช่น มีเกษตรกรเข้าร่วมกี่ราย ฝึกอบรมกี่คน แจกเครื่องกี่เครื่อง หรือครอบคลุมกี่ไร่

แต่โรงงานกลางแจ้งต้องใช้ Outcome KPI

ด้าน Productivity ต้องวัดผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนต่อกิโลกรัมและมูลค่าเพิ่มต่อแรงงาน

ด้าน Profitability ต้องวัดกำไรสุทธิต่อไร่ รายได้สุทธิต่อครัวเรือน และกระแสเงินสดของกิจการ

ด้าน Market ต้องวัดสัดส่วนผลผลิตที่มีตลาดรองรับก่อนผลิต อัตรา Reject และ Price Premium

ด้าน Capital Efficiency ต้องวัด Machine Utilization Rate, Asset Turnover และ Return on Assets

ด้าน Employment ต้องวัดทั้งงานที่ลดจาก Mechanization และงานใหม่ที่เกิดใน Processing, Logistics, Data และ Services

ด้าน Governance ต้องวัดความโปร่งใส การเปิดเผยบัญชี ความสามารถในการตรวจสอบราคา และสัดส่วนสมาชิกที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

และที่สำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจฐานรากคือ Local Value Retention Rate

คำถามคือ

«เมื่อผู้บริโภคจ่าย 100 บาท เงินกลับเข้าสู่เกษตรกร แรงงาน วิสาหกิจ และธุรกิจในชุมชนกี่บาท?»

นี่คือ Public Value ที่รัฐควรสนใจมากกว่าปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียว

12. จาก 1,000 ไร่สู่เศรษฐกิจฐานราก

หากหนึ่ง Cluster มีพื้นที่ 1,000 ไร่ และสามารถเพิ่ม Operating Surplus เมื่อเทียบกับ Baseline ได้จริง 3,000 บาทต่อไร่ต่อปี จะหมายถึงมูลค่าเพิ่มประมาณ 3 ล้านบาทต่อ Cluster ต่อปี

100 Clusters เท่ากับพื้นที่ 100,000 ไร่ และมูลค่าเพิ่มประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี

1,000 Clusters เท่ากับ 1 ล้านไร่ และมูลค่าเพิ่มประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี

แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็น Scenario Calculation ไม่ใช่ Forecast

ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจมากกว่ากำไรจากผลผลิต หากพื้นที่สามารถสร้าง Local Multiplier ผ่านธุรกิจเครื่องจักร โรงคัดบรรจุ การแปรรูป Cold Chain พลังงานหมุนเวียน โลจิสติกส์ อาหาร และบริการดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม การ Scale-up ก่อนมีหลักฐานจริงอาจสร้างความเสียหายได้เช่นกัน

หลักรัฐประศาสนศาสตร์ที่เหมาะสมจึงควรเป็น

Pilot → Measure → Learn → Adjust → Scale

ไม่ใช่

Pilot → Announce Success → Allocate Nationwide

13. ข้อสังเกตและข้อกังวล

ประการแรก 1,000 ไร่ต้องไม่กลายเป็นสูตรตายตัว สินค้าแต่ละชนิดมี Minimum Efficient Scale ต่างกัน บางพื้นที่ 300–500 ไร่อาจเหมาะสม ขณะที่บาง Value Chain อาจต้อง 2,000–5,000 ไร่

ประการที่สอง CAPEX 30 ล้านบาทยังเป็นเพียง Planning Assumption ต้องทำ BoQ และ Market Sounding ก่อนทุกโครงการ

ประการที่สาม ต้องระมัดระวัง “Technology-led Development” เพราะการซื้อโดรน เซนเซอร์ หรือรถอัตโนมัติไม่รับประกันกำไร งานวิจัยด้านโครงสร้างต้นทุนการผลิตข้าวญี่ปุ่นเองชี้ว่าเกษตรขนาดใหญ่ไม่ได้มีต้นทุนต่ำเสมอไป และกลยุทธ์การบริหารมีผลสำคัญต่อกำไร

ประการที่สี่ ต้องป้องกันเกษตรกรสูญเสียอำนาจเหนือที่ดิน โดย Management Agreement ไม่ควรถูกเปลี่ยนทางอ้อมเป็นการควบคุมกรรมสิทธิ์โดยเอกชน

ประการที่ห้า ต้องจัดการความเสี่ยง Climate Risk ราคาสินค้า โรคระบาด และ Demand Shock ผ่าน Insurance, Diversification, Forward/Formula Pricing และ Reserve Fund

ประการที่หก ต้องแยก Financial Return, Economic Return และ Social Return ออกจากกัน โครงการบางแห่งอาจมี IRR ทางการเงินเพียงปานกลาง แต่สร้างงาน ลดงบช่วยเหลือ เพิ่มรายได้ชุมชน หรือสร้างความมั่นคงด้านอาหารสูง ซึ่งเป็นเหตุผลให้รัฐลงทุนใน Public Goods ได้

ประการที่เจ็ด ตัวเลข “มูลค่าเพิ่มสะสมมากกว่า 137,000 ล้านบาท” ที่เคยปรากฏในข้อความเดิมไม่ควรนำมาใช้เป็นฐานวิเคราะห์จนกว่าจะตรวจพบเอกสารต้นทางที่อธิบายช่วงเวลา ขอบเขต และวิธีคำนวณได้ชัดเจนเพียงพอ การวิเคราะห์ฉบับนี้จึงไม่นำตัวเลขดังกล่าวมาใช้คำนวณผลตอบแทน

14. ข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะ

ในฐานะนักรัฐประศาสนศาสตร์ ผู้เขียนเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายเกษตรแปลงใหญ่จาก Project-based Extension ไปเป็น Area-based Agricultural Enterprise Policy

ขั้นแรกควรเลือกพื้นที่นำร่องจาก “ความพร้อมของห่วงโซ่มูลค่า” ไม่ใช่เลือกจากความพร้อมเสนอของบประมาณ โดยต้องมี Baseline ด้าน Land, Yield, Cost, Farmer Income, Water, Machine Capacity, Buyers และ Governance ก่อนเริ่มโครงการ

ขั้นที่สองให้จัดตั้ง PPPP Project Development Facility ระดับจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด มีหน้าที่ทำ Feasibility Study, Business Model, Legal Due Diligence, Market Sounding และ Risk Allocation ก่อนอนุมัติ CAPEX

ขั้นที่สามควรใช้หลัก Public Money for Public Goods เงินรัฐควรเน้นระบบน้ำ ถนน Data Infrastructure มาตรฐาน วิจัย Extension Training และ Credit Enhancement มากกว่าซื้อทรัพย์สินเชิงพาณิชย์ทั้งหมดให้กลุ่ม

ขั้นที่สี่ให้พัฒนา Agricultural Machinery as a Service โดยตั้งเป้า Utilization Rate และเปิดให้ศูนย์เครื่องจักรรับงานนอกพื้นที่เมื่อมีกำลังเหลือ ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานญี่ปุ่นและแนวทาง FAO

ขั้นที่ห้ให้ใช้หลัก Market before Production ทุกโครงการที่ขยายกำลังผลิตต้องมี Market Evidence หรือ Offtake Arrangement ก่อน Scale-up

ขั้นที่หกกำหนด Farmer Protection Architecture ได้แก่ Price Formula, Reference Price, Open Weighing, Quality Verification, Alternative Buyer และระบบระงับข้อพิพาท พร้อมตรวจสอบความสอดคล้องกับกฎหมายเกษตรพันธสัญญาเมื่อเข้าเงื่อนไข

ขั้นที่เจ็ดกำหนด Open-book Governance และ Digital Dashboard ให้สมาชิกเห็นรายได้ ต้นทุน ปริมาณขาย ราคา หนี้ และกำไรของกิจการ โดยกำหนดสิทธิข้อมูลตั้งแต่ต้น

ขั้นที่แปดสร้าง Outcome-based Public Funding เงินสนับสนุนงวดถัดไปไม่ควรจ่ายเพราะ “ดำเนินกิจกรรมครบ” แต่ผูกกับ Cost Reduction, Income Growth, Market Contract, Machine Utilization, Local Employment และ Governance Milestones

ขั้นที่เก้าให้ Pilot อย่างน้อย 2–3 Crop Cycles ก่อนขยายระดับประเทศ เพื่อให้ครอบคลุมความแตกต่างของราคา สภาพอากาศ และ Learning Curve

และขั้นสุดท้าย ต้องสร้าง Exit Strategy ตั้งแต่วันแรก เมื่อโครงการผ่านช่วงพิสูจน์แล้ว สัดส่วนเงินรัฐควรลดจากประมาณ 50% ไปสู่ 20–30% ขณะที่ Private–Producer Equity และ Blended Finance เพิ่มขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่าโมเดลสามารถดำรงอยู่โดยไม่พึ่งเงินอุดหนุนถาวร

สรุป

“โรงงานกลางแจ้งเกษตรไทย 1,000 ไร่” มิใช่ข้อเสนอให้สร้างโรงงานกลางทุ่ง และมิใช่นโยบายรวมที่ดินของเกษตรกรเข้าสู่บริษัทขนาดใหญ่ แต่เป็นแนวคิดในการเปลี่ยน พื้นที่เกษตรที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่บริหารร่วมกัน

แก่นของโมเดลคือ

Land + Labour + Capital + Technology + Market + Governance

เกษตรกรยังเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ใช้เครื่องจักร ข้อมูล มาตรฐาน แผนการผลิต การตลาด และการจัดการร่วมกัน

รัฐเปลี่ยนจากผู้แจกงบประมาณเป็น System Architect

เอกชนเปลี่ยนจากผู้รับซื้อเป็น Market and Investment Partner

เกษตรกรเปลี่ยนจาก Beneficiary เป็น Producer–Owner–Co-governor

และเครื่องจักรเปลี่ยนจากทรัพย์สินที่ต่างคนต่างซื้อเป็น Service Platform

สูตรรัฐ 50%–เอกชน 30%–ประชาชน 20% จึงเหมาะใช้เป็น Catalytic Pilot มากกว่าจะเป็นสูตรถาวร เมื่อผ่าน 2–3 รอบการผลิตควรเปลี่ยนสู่โครงสร้างที่ใช้เงินรัฐลดลง เช่น Public 20%–Private 40%–Producer 20%–Debt 20% โดยมีเงื่อนไขว่ากิจการผ่าน Stress Test และสามารถรับภาระหนี้ได้จริง

กรณีตัวอย่างมันสำปะหลังชี้ว่า ถ้าใช้รายได้ 12,000 บาทต่อไร่ ต้นทุนการผลิต 7,350 บาทต่อไร่ และเพิ่ม Central OPEX 1.2 ล้านบาทต่อ 1,000 ไร่ จะเหลือ Operating Cash Surplus ประมาณ 3.45 ล้านบาทต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับ CAPEX สมมติ 30 ล้านบาท ได้ Simple ROI ประมาณ 11.5% และระยะคืนทุนประมาณ 8.7 ปี

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข Base Case คือ Stress Test ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหากราคาและผลผลิตลดลงพร้อมกัน โครงการสามารถขาดทุนได้

ดังนั้น “โรงงานกลางแจ้ง” ที่ดีไม่ได้วัดจากจำนวนรถแทรกเตอร์ โดรน หรือ Sensor แต่ต้องวัดจากว่า

«เกษตรกรมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นหรือไม่
กิจการพึ่งตนเองได้หรือไม่
ความเสี่ยงถูกแบ่งอย่างเป็นธรรมหรือไม่
และเงินจากห่วงโซ่มูลค่ากลับหมุนเวียนอยู่ในชุมชนมากขึ้นเพียงใด»

ท้ายที่สุด แนวคิดนี้สามารถสรุปเป็นหลักการได้ว่า

“ผลิตอย่างโรงงาน แต่เกษตรกรยังเป็นเจ้าของ
บริหารแบบธุรกิจ แต่ผลประโยชน์ต้องกลับสู่ชุมชน
ใช้รัฐสร้างระบบ ใช้เอกชนเชื่อมตลาด
และให้ประชาชนเป็นหุ้นส่วนและเจ้าของการพัฒนา”

หากประเทศไทยสามารถเปลี่ยนเกษตรแปลงใหญ่จาก “โครงการของรัฐ” ให้เป็น PPPP Enterprise ที่มีตลาด มีบัญชี มีผู้จัดการ มีธรรมาภิบาล และมีเจ้าของคือประชาชนในพื้นที่ เกษตรแปลงใหญ่อาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มผลผลิต แต่สามารถกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ฟื้น เศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างงาน และยกระดับผลิตภาพของประเทศไทย ได้

🔍 แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข้อมูลระบบเกษตรแปลงใหญ่ล่าสุดที่ตรวจสอบ ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 แสดงจำนวน 11,553 แปลง เกษตรกร 623,244 ราย และพื้นที่ 7,823,555.24 ไร่

กรณีแปลงใหญ่มันสำปะหลังจังหวัดร้อยเอ็ด รายงานผลผลิต 5 ตันต่อไร่ รายได้ 12,000 บาทต่อไร่ ต้นทุน 7,350 บาทต่อไร่ ราคาขาย 2.40 บาทต่อกิโลกรัม และ ROI ของกิจกรรมการผลิต 63.27%

แผนเกษตรญี่ปุ่นปี 2025 กำหนดเป้าหมายการลดต้นทุนข้าว การเพิ่มสัดส่วนพื้นที่ที่บริหารโดยหน่วยขนาด 15 เฮกตาร์ขึ้นไป การใช้ Smart Agriculture และ Agricultural Support Services

กรณีทดลอง Smart Agriculture ของญี่ปุ่นยืนยันศักยภาพในการลดเวลาแรงงานประมาณร้อยละ 25 และกรณี Machinery Sharing สามารถเพิ่ม Utilization และลดค่าเสื่อมต่อพื้นที่ประมาณร้อยละ 49

FAO สนับสนุนการพัฒนา Agricultural Mechanization Hire Services ในฐานะธุรกิจที่สามารถให้บริการตั้งแต่การผลิตไปจนถึงกิจกรรมหลังการเก็บเกี่ยวและเพิ่มมูลค่า

IFAD ใช้ Public–Private–Producer Partnerships หรือ 4Ps เพื่อให้ผู้ผลิตรายย่อยเข้ามาเป็นหุ้นส่วนใน Value Chain มิใช่เพียงผู้รับประโยชน์

อัตรา MLR ของ ธ.ก.ส. สำหรับลูกค้านิติบุคคลชั้นดีอยู่ที่ร้อยละ 6.025 ณ วันที่ 1 เมษายน 2569

📚 บรรณานุกรม

Ansell, C., & Gash, A. (2008). Collaborative governance in theory and practice. Journal of Public Administration Research and Theory, 18(4), 543–571.

Arunrat, N., Pumijumnong, N., Sereenonchai, S., Chareonwong, U., & Wang, C. (2021). Comparison of GHG emissions and farmers’ profit of large-scale and individual farming in rice production across four regions of Thailand. Journal of Cleaner Production, 278, 123945. doi:10.1016/j.jclepro.2020.123945.

Food and Agriculture Organization of the United Nations. (2018). Hire services as a business enterprise: A training manual for small-scale mechanization service providers. FAO.

Food and Agriculture Organization of the United Nations. (2024). Promoting sustainable agricultural mechanization for smallholder farmers: Five steps to develop effective business models. FAO.

International Fund for Agricultural Development. (n.d.). How to do note: Public-private-producer partnerships (4Ps) in agricultural value chains. IFAD.

Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries of Japan. (2025). Basic plan for food, agriculture and rural areas 2025: Major targets and KPIs. Government of Japan.

Moore, M. H. (1995). Creating public value: Strategic management in government. Harvard University Press.

Ostrom, E. (1990). Governing the commons: The evolution of institutions for collective action. Cambridge University Press.

กรมส่งเสริมการเกษตร. (2569). ระบบสารสนเทศส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.

กรมส่งเสริมการเกษตร. (2569). เกษตรฯ ชูแปลงใหญ่มันสำปะหลังร้อยเอ็ด ต้นแบบเกษตรมูลค่าสูง เพิ่มรายได้เกษตรกร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2569). สถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2569.

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร. (2569). อัตราดอกเบี้ยเงินกู้.

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ. (2566). เกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน. กระทรวงการคลัง.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2563). พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น